มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิจัยและให้ความรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ.2537 สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามเป็นชื่อสวนว่า “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์”
บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ ห้อมล้อมไปด้วยขุนเขา สายน้ำ และผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีหน้าที่หลักในการสืบสานพระราชปณิธานการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าพรรณพฤกษชาติไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์หลายครั้ง เพื่อทอดพระเนตรความก้าวหน้าและพัฒนาการอย่างใกล้ชิด วันนี้ที่นี่จึงไม่ได้เพียงทำหน้าที่ในการรวบรวมพรรณไม้ต่าง ๆ ดำเนินงานด้านวิชาการทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ขณะเดียวกันก็ยังเป็นสถานศึกษาพรรณไม้ในสภาพธรรมชาติ รวมทั้งเป็นสถานที่สำหรับการสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ และให้ความรู้โดยเฉพาะทางด้านพฤกษศาสตร์ด้วย

ทางเดินเหนือเรือนยอดไม้ (canopy walk) ทางเดินตาข่ายเหล็กยาว 500 เมตร เป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ใคร ๆ ต้องหาโอกาสมาเดินชมพรรณไม้จากมุมสูง สะพานที่ทอดตัวอยู่เหนือยอดไม้และลำห้วยเต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ โดยมีป้ายอธิบายเป็นระยะ ๆ ทั้งพืชอิงอาศัย พืชกาฝาก สนสองใบ สนสามใบ ทั้งยังมองเลยไปได้ถึงดอยม่อนคว่ำล่อง และหากวันไหนโชคดีอาจจะได้เจอกิ้งก่าบิน (Flying Draco) ดาราเอกประจำถิ่น
ก่อนที่จะเดินเข้าไปตามทางเดินเหนือเรือนยอดไม้ แนะนำให้แวะชม “ดอนญ่าควีนสิริกิติ์” ที่ปลูกอยู่บริเวณด้านหน้า ดอนญ่าลูกผสมที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ได้ผสมขึ้นและขอพระราชทานพระราชานุญาต อัญเชิญพระนามาภิไธย “ควีนสิริกิติ์” เป็นชื่อพันธุ์ใหม่ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศฟิลิปปินส์ ในปี พ.ศ. 2506 ต้นมีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด กลีบสีชมพูอ่อนขลิบขอบด้วยสีแดงที่เห็นเด่นชัดคือกลีบเลี้ยง ขณะที่ดอกจริงคือ กลีบดอกสีเหลืองเล็ก ๆ 5 แฉกที่อยู่บนสุด



กลุ่มอาคารเรือนกระจก เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของผู้มาเยือน โรงเรือนรวบรวมพรรณไม้หายากและใกล้สูญพันธุ์จากหลากหลายระบบนิเวศ ทั้งของพืชกลุ่มกระบองเพชร โซนกล้วยไม้และเฟินที่มีคัทลียาควีนสิริกิติ์เป็นนางเอก บัว สับปะรดสี ไปจนถึงพืชที่เปลี่ยนใบให้เป็นกับดักจับแมลง ที่มีหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชหลัก และโซนพืชสมุนไพร นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่จะมีปลูกไม้ดอกไม้ประดับสีสันสดใสเปลี่ยนไปตามแต่ละฤดูกาล และพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ อาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียน
นอกจากโซนที่นักท่องเที่ยวทั่วไปมักแวะเที่ยวชมแล้ว ยังมีเส้นทางเดินป่าสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติแบบใกล้ชิด เริ่มเบา ๆ ด้วยเส้นทางกระสุนพระอินทร์-พระราม เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 400 เมตร เส้นทางศึกษาพืชวงศ์กล้วย ที่มีแปลงรวบรวมพันธุ์กล้วยใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ อุทยานขิง-ข่า สัมผัสความสวยงามเฉพาะตัวของเหล่าพืชวงศ์ขิง-ข่าหลากหลายสายพันธุ์ ที่จะออกดอกชูช่อให้เห็นในฤดูฝนเพียงช่วงเดียว เส้นทางสวนรุกขชาติที่สามารถพาตัวเข้าไปอยู่ใกล้กับป่าได้มากที่สุด มีวงศ์ไม้และระบบนิเวศของป่าให้ศึกษา


ใครที่ชอบบรรยากาศแบบย้อนไปในยุคไดโนเสาร์แนะนำให้ไปเดินเส้นทางสวนเฟินดึกดำบรรพ์ที่เป็นแหล่งรวมเฟินโบราณนานาชนิด ที่ให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในฉากภาพยนตร์จูราสสิคพาร์ค ไฮไลต์ห้ามพลาดคือ “กูดต้นดอยสุเทพ” เฟินหาชมยากอีกหนึ่งชนิดของไทย วงศ์ Cyatheaceae หรือวงศ์เฟินต้น ที่มีลำต้นตั้งตรงคล้ายไม้ยืนต้น มีความสูงจากพื้นดินกว่า 10 เมตร มีก้านใบขนาดใหญ่คล้ายร่มกระจายพันธุ์ปกคลุมอยู่ทั่วพื้นที่ ระยะทางเดินไปกลับประมาณ 1 กม. ทางเข้าอยู่ติดลานกางเต็นท์โซน C (สวนสน)
ระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ชวนเที่ยวงาน Botanic Festival 2026 : “สวนของแม่” The Queen Mother’s Garden ณ ลานกิจกรรมบริเวณกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.30 น. พบกับโลกใบเล็กที่เต็มไปด้วยชีวิตจากแมลงจิ๋วไปจนถึงพืชโบราณล้านปี พรรณไม้ในพระนามและความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ที่สุดของไทย เพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ชิมชากุหลาบในสวน และของดีจากวิสาหกิจชุมชน สอบถามเพิ่มเติมที่ inbox fan page facebook : สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ หรือโทร. 08 0009 9433



นอกจากกล้วยไม้และดอนญ่าแล้ว หากอยากเห็นกุหลาบ “ควีนสิริกิติ์” ที่ไม่ได้มีแค่ดอกสองดอก ต้นสองต้นแต่มีเป็นแปลง ต้องไปที่ “สวนกุหลาบหลวง” โครงการหลวงห้วยผักไผ่ (ศูนย์ฯทุ่งเริง) ส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มุ่งพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรในการเพาะปลูกพืชผักภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย พื้นที่ที่มีการรวบรวมพันธุ์กุหลาบกว่า 200 สายพันธุ์
พ.ศ. 2534 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จแปลงรวบรวมพันธุ์กุหลาบศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยผักไผ่และพระราชทานชื่อแปลง “สวนกุหลาบหลวง”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตกแต่งสวนกุหลาบสไตล์อังกฤษ หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นหมอของกุหลาบที่กำลังออกดอกชูช่อแข่งสีสัน ซึ่งมีทั้งกุหลาบน้อยใหญ่ที่มีรูปลักษณ์เหมือนดอกกุหลาบอย่างที่เราเห็นกันทั่วไป และกุหลาบพันธุ์แปลกที่มีรูปทรงของดอกแปลกตาแบบที่อาจไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน มีทั้งปลูกรวมกันอยู่ในโรงเรือนและแปลงกลางแจ้งที่ไต่เป็นขั้นบันไดไปตามเนินเขา โดยช่วงเวลาที่กุหลาบทั้งสวนจะพร้อมใจกันเบ่งบานอวดโฉมเต็มที่ อยู่ในช่วงราวเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากผ่านพ้นฤดูฝนอันหนักหน่วงและมีเวลาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ตลอดช่วงต้นของฤดูหนาวแล้ว


เดินชมกุหลาบหลากสายพันธุ์จนอิ่มหนำแล้ว แนะนำให้นั่งรับประทานอาหารท่ามกลางโอบล้อมของแปลงกุหลาบ เริ่มต้นด้วยการจิบชาสมุนไพรสด 7 ชนิด ก่อนสลับมาเป็นน้ำสีเขียวแก้วน้อย ๆ ที่ดูน่าเหม็นเขียวแต่ไม่มีกลิ่นแบบที่กลัว เพราะมีเสาวรสมาช่วยกลบกลิ่นและเพิ่มรสชาติเปรี้ยวนิดหวานหน่อย จากนั้นค่อยตามมาด้วยเมนูหลักตั้งต้นด้วยออเดิร์ฟสวนกุหลาบ เมี่ยงกระทงทองสมุนไพรจัดเต็ม ต่อด้วยสปาเก็ตตี้เขียวหวานอโวคาโดรสชาติจัดจ้าน หรือจะเป็นขนมจีนแกงเขียวหวานอโวคาโด เห็ดหอมสดผัดน้ำมันหอย เห็นหอมคั่วน้ำปลา แกงเลียงผักโครงการหลวง สำหรับสายเฮลตี้มีเมนูสลัดผักโครงการหลวง
ส่วนคนชอบของหวานบอกเลยว่าแม้จะอยู่ไกลเมืองขนาดนี้ เมนูหวานไม่มีแผ่ว ตั้งแต่วาฟเฟิลที่เสิร์ฟพร้อมไอศครีมโฮมเมด 6 รสชาติ ทั้งเสาวรส อโวคาโด สตรอเบอร์รี่ มะม่วง วนิลา ที่ขาดไม่ได้คือรสกุหลาบ หากมากไปมีเมนูไอศครีมอโวคาโดที่เสิร์ฟมาในลูกผลสดตัดแบ่งครึ่ง แล้วยังมีสโคนกุหลาบที่แกล้มด้วยแยมสตรอเบอร์รี่ คุกกี้กุหลาบ เค้กกุหลาบ ส่วนเครื่องดื่มห้ามพลาดมีทั้งกุหลาบลิ้นจี่ อมเริกาโนเสาวรส อเมริกาโนพีช แล้วยังมีเมนูซิกเนอเจอร์ที่คิดค้นและทดลองที่นี่ที่เดียวอย่าง น้ำผึ้งกุหลาบเลม่อน ที่นำกลีบกุหลาบมาหมักกับน้ำผึ้งเพื่อให้มีกลิ่นหอม รวมไปถึงเซ็ทอาฟเตอร์นูนทีที่มาครบทั้งเครื่องดื่มร้อน เย็น และขนม จะเป็นชากุหลาบร้อน หรือชาสมุนไพรสด 7 ชนิด
ด้วยความที่โครงการหลวงทุ่งเริงเป็นแหล่งปลูกอโวคาโดใหญ่ของโครงการหลวง เมนูที่นี่จึงมีอโวคาโดเป็นส่วนผสมหลัก ไม่น้อยหน้ากุหลาบ และในช่วงที่มีผลออกจำนวนมากจึงมีผลสดจำหน่ายด้วย รวมถึงสินค้าที่แปรรูปจากอโวคาโดทั้งสบู่ แชมพู ครีมนวด ขณี่กุหลาบมีชากุหลาบให้ติดมือไปอิ่มเอมกับบรรยากาศต่อที่บ้าน นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือของชุมชนจำหน่ายด้วย
สวนกุหลาบหลวง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.062 805 7443 หรือติดตามที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ : สวนกุหลาบหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง



