กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อ “แม่แก้ว สุดารัตน์” คุณแม่ของพระเอกหนุ่มขวัญใจมหาชน “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ให้เกียรติมานั่งเปิดใจในรายการ คุยแซ่บ Show  โดยงานนี้แม่แก้วจัดเต็มเล่าตั้งแต่วิธีการเลี้ยงลูกชายให้กลายเป็นพระเอกติดดิน ไปจนถึงเรื่องราวสุดซึ้งในครอบครัวที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

โดย แม่แก้ว เผยว่า “ล่าสุดเพิ่งผ่านวันเกิดลูกชายไป น้องมีลงคลิปหนึ่งซึ่งเป็นคลิปที่น่ารักมาก ปีนี้หรือทุกๆ ปีนะคะ ของขวัญอะไรแม่ก็ไม่มีให้ลูก มีแต่ความรักความอบอุ่น แล้วก็กอดลูก และลูกก็มาสวัสดี ก้มหัวให้แม่ รู้เลยว่าแม่จะเป่ากระหม่อมเป่าหัวให้ลูกทุกวันตอนเช้า และตอนเขากลับจากโรงเรียนตั้งแต่สมัยเขายังเด็กๆ นะคะ คือสิ่งที่ทำให้เราผูกพันในเรื่องของแม่ลูก และเขาก็จะชอบ ถึงโตแค่ไหน อายุเท่านี้เขาก็ยังยกมือไหว้แล้วก็ก้มให้แม่เป่ากระหม่อมให้อยู่ดี

ปีนี้ลูกชายอายุก็ 35 แล้ว แม่เลยนึกว่า เอ๊ะ… แม่ยังไม่เคยเล่นไวโอลินแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ลูกเลย แม่เคยเรียนมาใช่ไหมคะ ก็เลยลองนึกๆ ดู คิดว่าเขาน่าจะไม่ลงคลิปเพราะเขาไม่ค่อยชอบลงอะไรที่เป็นเรื่องครอบครัวเท่าไหร่ แต่พอส่งไปให้ เขาบอก ‘เย่ๆ ขอลงเลยนะ’ แม่ไม่ได้เล่นมาหลายปี ทวนแป๊บเดียวมันอาจจะไม่เพราะเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเพราะสำหรับลูกค่ะ

เริ่มแรกที่แม่ไปเรียนไวโอลิน คือเพราะป๊าป่วยเป็นโรคสมอง แม่คิดว่าดนตรีสามารถบำบัดในเรื่องการเคลื่อนไหวได้ ถึงแม้สมองจะไม่สามารถรับรู้อะไรได้มาก แต่ความรู้สึกที่ตาเห็น รูปที่ตาเห็นเนี่ย เขาจะพยายามนึกแล้วยิ้มอินตามจากข้างในได้ การแสดงออกมันสามารถบ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน ถึงจะอ้าปากเป็นภาษาที่สื่อสารไม่ได้ แต่ข้างในมันพูดได้ แม่เชื่ออย่างนั้น แม่เลยไปเรียนไวโอลิน เพราะไวโอลินเรียนง่ายกว่ากีตาร์ค่ะ

นอกจากคลิปแล้วยังมีคำอวยพร แม่ก็อวยพรความเป็นศุภมงคลสวัสดีทั้งหลาย ขอให้ลูกแบรี่ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) มีแต่ความสุขความสำเร็จและความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในอริยทรัพย์ทั้งปวง ปลอดโรคปลอดภัย มีชัยทุกประการตลอดลมหายใจ

ส่วนที่หลายคนชมว่าลูกชายเป็นพระเอกติดดิน แม่รู้สึกดีใจและภูมิใจกับทุกท่านที่เห็นลูกชายเป็นแบบนั้น ถือว่าเขาทำให้คนเห็นตัวตนที่เป็นธรรมชาติของเขาได้มากขึ้นว่าเป็นพระเอกที่จับต้องได้ แม่ก็ดีใจค่ะ จริงๆ แม่ไม่อยากให้เขาโตเลย อยากสตัฟฟ์เขาไว้ให้เราชื่นใจไปตลอดลมหายใจนะ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ ทว่าด้วยความที่เขาเป็นคนน่ารัก ไม่ได้อวยนะคะ น้องเขามีพื้นฐานความไนซ์  ความเทคแคร์พ่อแม่ การแสดงออกกับพ่อแม่เขาทำมาตั้งแต่จำความได้เลย ความดีของเขาแม่จะจดจำไว้เสมอ

แม่สอนให้เขาติดแม่ตั้งแต่เด็ก เพราะถ้าแม่ติดลูก แม่จะหลงใหลลูก (หัวเราะ) เราต้องให้ลูกติดแม่ไปก่อนตอนเด็กๆ เพราะโตขึ้นเขามีครอบครัว เขาก็ต้องห่างจากเราไป ถ้าเป็นลูกผู้หญิงอย่างน้อยก็ยังไปมาหาสู่กันบ่อย แต่ลูกผู้ชายมักจะไม่ค่อยมา แม่เลยต้องบอกว่า ‘หนูต้องติดแม่นะ’ ไปไหนไปกัน ที่ไหนมีลูกต้องมีแม่ มีแม่ต้องมีลูก ซึ่งเขาก็ทำได้นะ ไปทำเล็บทำผมเขาก็มีของที่ชอบ เช่น จิ๊กซอว์ เลโก้ ฝึกสมอง เอาไปเล่นด้วย เขาเป็นคนที่เล่นคนเดียวแล้วมีความสุข พอเขาโตขึ้นก็ยังติดแม่บ้างในเรื่องรสชาติอาหาร ไปไหนมาไหนมีแม่แล้วเขาอุ่นใจ พาเขาทำบุญสุนทาน แจกทาน พาไปทำบุญตลอด

แม่สอนให้ลูกเป็นคนมีเหตุผลตั้งแต่เด็กๆ และห้ามโกหก เพราะปกติเราอยู่กันสองคน มีแม่บ้าน มีน้องๆ เราบอกลูกว่าสิ่งแรกที่ลูกพึงจดจำคือการไม่โกหกคนในครอบครัว เราปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ สัจจะวาจา ลูกผู้ชายต้องมีสัจจะวาจาเป็นอันดับหนึ่ง อันนี้เป็นกฎส่วนตัวของครอบครัวแม่นะ เขาก็บอก ‘ครับผม’

ส่วนเคล็ดลับความหล่อของณเดชน์ คือแม่ให้ทานช็อกโกแลตทุกวันและนอนตอน 2 ทุ่ม แม่เป็นคนที่ชอบสรรหาเรื่องสุขภาพมาดูแลพ่อแม่และลูกตั้งแต่อยู่ขอนแก่น เพราะแม่เคยลำบาก ขาดการกินดีอยู่ดี ยายเคยสอนทำอาหารหุงข้าวมาตั้งแต่จำความได้ ยายบอกว่า ‘ถ้าเศรษฐีมาขอตะไคร้ที่เราปลูกไว้ ให้รีบเอาให้เขานะ เผื่อเราจะได้เป็นเศรษฐีเหมือนเขา ให้เขากินแล้วเราได้บุญ’ อันนี้แม่จำขึ้นใจเลย เป็นเรื่องจริงค่ะ

ส่วนเรื่องช็อกโกแลต คือแม่คิดว่าสมัยก่อนเรากินดิน ได้ แต่เดี๋ยวนี้กินไม่ได้แล้วเพราะสารเคมีเยอะ แม่เลยสงสัยว่าช็อกโกแลตมีประโยชน์อะไร ตอนนั้นโซเชียลยังไม่มี แม่เลยไปถามหมอเด็กเวลาพาลูกมาหาหมอที่กรุงเทพฯ หมอบอกว่า คุณแม่คะ ถ้าคลื่นสมองของเด็กถี่ จะมีความจำเลิศ การจะทำให้คลื่นสมองถี่ เด็กต้องนอนระหว่าง 1 ทุ่ม ถึง 2 ทุ่มครึ่ง ห้ามนอนเลยเวลานี้ ไม่อย่างนั้นจะจำไม่แม่น ส่วนช็อกโกแลตทานได้ ยกเว้นดาร์กช็อกโกแลต วันละ 1-3 เม็ดจะดีมาก ให้กินตอน 1 ทุ่ม และห้ามนอนเกิน 2 ทุ่มนะคะ

สิ่งหนึ่งที่เห็นจากณเดชน์คือความรักที่มีให้คุณพ่อคุณแม่ เขาจะอินกับคุณพ่อมาก เพราะคุณพ่อคือไอดอล เป็นบุคคลที่เขาเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เวลาเขากลับมาบ้าน จะบอกแม่ว่า “กลับมาถึงแล้วนะ” บางทีเราหาเขาไม่เจอ ปรากฏว่าเขาไปอยู่กับปะป๊า ไปพักผ่อนนอนเฝ้าปะป๊าค่ะ

สำหรับเรื่องพินัยกรรมมรดก จริงๆ เป็น “พินัยกรรมมรดกเสียง” ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติอะไรเลย ตอนนั้นปะป๊าเริ่มป่วยนิดๆ หน่อยๆ ก็จะแต่งเพลงเอาไว้แล้วร้องสดกันเอง เวลาลูกไปทำงาน เราก็ร้องเพลงให้กันฟัง ปะป๊าก็บอก Very Good พอช่วงที่สมองปะป๊าเริ่มไม่ค่อยรับรู้ แม่เลยเริ่มทำดนตรีดีกว่า เพราะคิดว่าดนตรีบำบัดจิตเราได้ เสียงเพลงมันวิเศษ แม่ว่าเป็นของวิเศษอย่างหนึ่งที่บำบัดได้

แม่เลยคิดว่าต้องทำเพลงแล้วล่ะ เพลงธรรมะแม่ทำมา 4 เพลงแล้ว ร้องให้ปะป๊าฟังเขาก็ชอบ เคลิ้มหลับสบาย เราเลยไปห้องอัด พอดีเรามีเพลงสนุกๆ เก็บไว้นี่นา ก็เลยเปิดดูแล้วใส่ทำนอง ทำมาเพลงสองเพลง แต่พอเพลงที่สามเป็นเพลง ‘ขันหมากโลโซ’ แม่ยังหาคนร้องไม่ได้ ผ่านไป 4-5 เดือนก็ยังหาไม่ได้ จนมีหลานสาวที่สอนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งโทรมาบอกว่า มีคนหนึ่งร้องเพลงได้ รับจ้างร้อง แต่ไม่รู้เสียงจะถูกใจแม่ไหม ให้ลองโทรเบอร์นี้ดู พอแม่โทรไป ได้ยินเสียงแล้วคุ้นมาก “ฮัลโหล ใครครับ” เสียงเหมือนอาจารย์สมานเลย ปรากฏว่าเป็นอาจารย์สมานจริงๆ อ๋อ… ท่านมาทำอะไรที่นี่ ท่านบอก ‘มาหาเสียง’ แม่เลยบอกว่า งั้นแม่ขอตามล่าหาเสียงต่อเลยนะคะ (หัวเราะ)”