นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมฯ ได้ทำข้อเสนอถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และรัฐบาล ในการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ ขึ้นเหมือนช่วงหลังเกิดมหาอุทกภัยน้ำท่วมปี 54 เพื่อรับมือความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ หลังจากช่วงหลายปีมานี้ ต้องยอมรับว่าไทยเผชิญวิกฤติภัยพิบัติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว ภาวะเรนบอมบ์ โคลนถล่ม ซึ่งส่งผลต่อการรับประกันภัยต่อ ทำให้บริษัทประกันไทยมีต้นทุนจ่ายสูงขึ้น
สำหรับรูปแบบกองทุนภัยพิบัติ อยากให้ภาครัฐจัดตั้งเป็นกองทุนถาวร ใช้ทุนประเดิมจัดตั้ง 50,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลไม่ต้องลงเงินทุนจริง เพียงแต่เข้ามาช่วยการันตีให้ โดยหลังจากนั้นบริษัทประกันจะนำส่งเบี้ยประกันให้เป็นประจำทุกปี ซึ่งแนวทางทำงานกองทุนฯ คือ จะเข้ามาช่วยรับความเสี่ยงให้กับธุรกิจประกันภัย โดยเข้ามารวบรวมการรับประกันภัยต่อจากบริษัทในไทย นำส่งต่อยังประกันภัยต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ลดต้นทุนการบริหาร สามารถต่อรองกับบริษัทประภัยต่อต่างประเทศได้ดีกว่า แตกต่างจากที่ผ่านมา ที่บริษัทในไทยแต่ละแห่งจะต้องไปเจรจาเองทำให้เสียค่าประกันภัยต่อที่สูงมาก
“ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ทั้งเชียงใหม่ และหาดใหญ่ รวมถึงการเกิดแผ่นดินไหว ทำให้ประเทศไทยถูกบริษัทประกัน มองให้เป็นประเทศในกลุ่มภัยพิบัติ ส่งผลให้มีต้นทุนรับประกันสูงขึ้นมาก การตั้งกองทุนฯ จะช่วยบรรเทาส่วนนี้ได้ โดยยอดความเสียหายล่าสุด จากน้ำท่วมภาคใต้ล่าสุดมีความเสียหาย 16,029 ล้านบาท มีผู้ยื่นเคลมเข้ามาแล้ว 62,147 ราย ในจำนวนนี้เป็นความเสียจากรถยนต์ 27,800 คัน ความเสียหาย 12,518 ล้านบาท และความเสียหายทรัพย์สิน 34,347 ราย มูลค่า 3,511 ราย”
นายสมพร กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ประเมินแนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยปี 68 คาดจะมีเบี้ยประกันภัยรวม 292,290-295,150 ล้านบาท เติบโต 2-3% และปี 69 มีโอกาสขยายตัวเพิ่มไปที่ 301,000-303,900 ล้านบาท โดยเติบโตที่เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.5-3.5% โดยเมื่อแยกตามประเภทการประกันภัย จะมีประกันภัยรถยนต์ เป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของตลาด ในปี 68 มีเบี้ยประกันที่ 1.62-1.64 แสนล้านบาท และจะขยับขึ้นเป็น 1.66-1.67 แสนล้านบาท ปี 69
ส่วนประกันภัยสุขภาพ ปี 68 มีอัตราเติบโตสูงถึง 20.5-21.5% แม้ในปี 69 อัตราเติบโตจะชะลอตัวลงมาที่ 9-10% แต่ยอดเบี้ยประกันภัยยังคงเพิ่มขึ้นจาก 1.9 หมื่นล้านบาท ไปแตะระดับ 2.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ประกันภัยการเดินทาง เป็นประเภทที่เติบโตสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง โดยปี 68 เติบโตสูงถึง 21-22% และในปี 69 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 12-13% โดยเบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นจาก 3,300 กว่าล้านบาท เป็นประมาณ 3,700 ล้านบาท
ด้านประกันภัยทรัพย์สินและความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ในปี 68 กลุ่มนี้เผชิญกับการหดตัว 2-3% แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้ในปี 69 โดยคาดการณ์เบี้ยประกันภัยที่ 37,190-37,560 ล้านบาท เติบโต 0.5-1.5% ขณะที่ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง เป็นกลุ่มที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะสงครามการค้า โดยมีแนวโน้มติดลบทั้งปี 68 และต่อเนื่องไปถึงปี 69 ซึ่งคาดว่าจะหดตัว 1.5-2.5% ทำให้เบี้ยประกันลดลงมาอยู่ที่ช่วง 6,330-6,400 ล้านบาท
ส่วนประกันภัยประเภทอื่นๆ เช่น ประกันอัคคีภัย เติบโตสม่ำเสมอ โดยปี 69 คาดจะมีเบี้ยประกันประมาณ 11,000 ล้านบาท เติบโต 4- 5% ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล เติบโตเล็กน้อย 1.5-2.5% ในปี 69 ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ยังคงเติบโตดีที่ 7.5-8.5% โดยในปี 69 ตลาดประกันวินาศภัยไทยมีทิศทางสดใสในเกือบทุกหมวดหมู่ โดยมีประกันสุขภาพ และประกันการเดินทางเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ



