สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ว่าสืบเนื่องจากการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศมาตรการปฏิเสธวีซ่า กับนายตีแยรี เบรตอง อดีตข้าหลวงด้านตลาดภายในของคณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี ) และบุคคลอีก 4 คน จากองค์กรอิสระ ( เอ็นจีโอ ) หลายแห่งในยุโรป ซึ่งดำเนินการเกี่ยวข้องกับดิจิทัล โดยให้เหตุผลว่า บุคคลเหล่านี้พยายาม “บีบบังคับ” แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของอเมริกาให้เซ็นเซอร์ความคิดเห็นที่เห็นต่าง
อีซีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป ( อียู ) ออกแถลงการณ์ ว่ามีการร้องขอคำชี้อจงอย่างเป็นทางการจากสหรัฐเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ “หากมีความจำเป็น” ฝ่ายยุโรปพร้อมตอบโต้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เพื่อปกป้องอธิปไตยในการออกกฎระเบียบ เพื่อตอบโต้มาตรการที่ไม่ยุติธรรม
ขณะเดียวกัน แถลงการณ์เน้นย้ำว่า กฎระเบียบด้านดิจิทัลของอียูได้รับการออกแบบมา เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความเท่าเทียมสำหรับทุกบริษัท โดยมีการบังคับใช้ด้วยความเป็นธรรมและปราศจากการเลือกปฏิบัติ
We strongly condemn the U.S. decision to impose travel restrictions on five European individuals, including former Commissioner Thierry Breton.
— European Commission (@EU_Commission) December 24, 2025
Link to full statement: https://t.co/d8zwBd2sL8 pic.twitter.com/i0c75f3ePs
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ พุ่งเป้าไปที่เบรตอง ว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังการบัญญัติกฎหมายบริการดิจิทัลของอียู หรือ ดีเอสเอ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานการคัดกรองเนื้อหา และมาตรฐานอื่น ต่อทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ดำเนินกิจการในยุโรป
ตามข้อกำหนดของกฎหมายดีเอสเอ ผู้บริหารทุกแพลตฟอร์ต้องชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจคัดกรองเนื้อหา มีความโปร่งใสต่อผู้ใช้ และต้องมั่นใจว่านักวิจัยจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อทำงานวิจัยที่สำคัญได้ เช่น การทำความเข้าใจว่า เด็กและเยาวชนถูกดึงดูดให้เข้าถึงหาเนื้อหาที่เป็นอันตรายมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นชนวนให้เกิดการโจมตีจากฝ่ายอนุรักษนิยมในสหรัฐ นำโดยรัฐบาลวอชิงตันชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมองว่าสิ่งนี้คือ “อาวุธในการเซ็นเซอร์” ความคิดเห็นฝ่ายขวาในยุโรป.
เครดิตภาพ : AFP



