เหตุใดหน่วยงานภาครัฐ จึงปล่อยให้มีหนี้ค้างชำระต่อภาคเอกชนมากมายขนาดนี้ ?

“ทีมข่าวชุมชนเมือง” ย้อนจุดเริ่มต้นจากยอดค้าง จนถึงยอดจ่าย “หนี้” ที่กว่าจะได้ข้อสรุปก็ผ่านมาถึง 2 พ่อเมือง

  • ปฐมบทเป็นหนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ ปี 62 รัฐบาลมีคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44  ที่ 3/2562 เรื่อง การดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพื่อให้การเดินรถเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) โดยให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสาร เจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม นั่นคือ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC และจัดทำร่างสัญญาร่วมลงทุน พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

คำสั่งฉบับดังกล่าวส่งผลเกี่ยวข้องกับสัญญาการเดินรถ และอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เชื่อมต่อจาก กทม.ไปปริมณฑล รวมถึง กทม.ชะลอการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุง เนื่องจากถือเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการเจรจาตามคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ที่ 3/2562

  • ยื่นฟ้อง ให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน  

ต่อมาปี 64  BTSC เริ่มฟ้อง กทม.และกรุงเทพธนาคม (KT) ต่อศาลปกครองกลาง “ครั้งแรก” โดยยื่นฟ้องใน 2 คดี คือ ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของส่วนต่อขยายที่ 1 (พ.ค.62-พ.ค.64) และส่วนต่อขยายที่ 2 (เม.ย.60-พ.ค.64) จากนั้นดำเนินการฟ้องศาลฯ “ครั้งที่ 2” เมื่อปี 65  กระทั่งมีคำสั่งศาลให้ กทม. และ KT ชำระหนี้ให้กับ BTSC

ซึ่ง ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้ กทม. และ KT ร่วมกัน หรือแทนกันชำระเงิน แก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนี้ค้างชำระตามสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย

หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 2,348,659,232.74 บาท พร้อมดอกเบี้ย ของต้นเงินจำนวน 2,199,091,830.27 บาท และหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 9,406,418,719.36 บาท พร้อมดอกเบี้ย ของต้นเงินจำนวน 8,786,765,195.47 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

ต่อมา ปี 67 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ กทม. และ KT ร่วมกันชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ให้กับ BTSC รวมเป็นเงินกว่า 11,755 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด เพื่อยุติปัญหาข้อพิพาทสัญญาทางปกครอง ขณะที่ กทม.ได้ชำระให้สำนักงานบังคับคดี สำนักงานศาลปกครองแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.67 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

  • ยังเหลือหนี้ก้อนโต ?

ห้วงเวลานั้น (ปี 67) แม้ กทม.จะได้ชำระหนี้ค่าจ้างติดตั้งงานระบบเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) (E&M) ส่วนต่อขยาย 2 จำนวน 23,000 ล้านบาท และหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ในก้อนแรกไปแล้ว แต่ยังเหลือหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงอีกที่ต้องจ่าย ประกอบด้วย

1.ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.64-20 พ.ย.65 รวม 11,811 ล้านบาท ต่อมาศาลปกครองกลางตัดสินวันที่ 29 ก.ย.68  ให้ กทม.ชำระภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 2.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงฯ ตั้งแต่เดือน พ.ย.65-ธ.ค.67 รวม 17,596 ล้านบาท

และ 3.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงฯ ตั้งแต่ 1 ม.ค.68-พ.ค.68  รวม 3,697 ล้านบาท ซึ่งหนี้ทั้ง 2 ก้อนนี้ยังไม่มีการฟ้องคดี

  • เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย

ตลอดระยะเวลาที่ กทม. ถูกทวงถามเรื่องการชำระหนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันแนวทาง “เป็นหนี้ก็ต้องจ่าย”  โดยเร่งดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อชำระหนี้มาโดยตลอด ลดภาระดอกเบี้ยและยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ มีการนำเรื่องชำระหนี้ให้กับ BTSC เข้าสู่การประชุมสภา กทม. หลายครั้ง เพื่อขออนุมัติเงินเบิกจ่ายเงินไปชำระหนี้ตามกฎหมาย

  • “ปลดหนี้” ก้อนสุดท้าย

1 ต.ค.68 ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ ยื่นญัตติเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พ.ศ. …. จำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท เป็นรายจ่ายพิเศษจ่ายจากเงินสะสมจ่ายขาดของกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ชำระหนี้รถไฟฟ้า BTS ในการประชุมสภา กทม. สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 1) ประจำปี พ.ศ.2568 พร้อมระบุ

ตามที่คณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สภา กทม. ได้รายงานผลการศึกษา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนที่ยังไม่ได้ชำระหนี้ ซึ่งบางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองและมีแนวโน้มอย่างสูงว่า การพิจารณาจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับคดีที่ 1 และบางส่วนได้ถึงกำหนดชำระเงินแล้ว

ทั้งสองส่วนมีภาระดอกเบี้ยสูง จะกระทบต่อสถานะทางการเงินของ กทม. เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นและไม่ให้เกิดความเสียหายต่อ กทม. คณะกรรมการวิสามัญฯ มีข้อเสนอให้ผู้บริหาร กทม. เร่งรัดตามผลเจรจา

ดังนั้น กทม.มอบให้ KT เจรจากับ BTSC ผลจากการเจรจาโดยสรุป คือ กรณี KT ชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงฯ พร้อมดอกเบี้ย ภายในเดือนต.ค.68  โดยให้ชำระโดยตรงกับ BTSC เพื่อลดขั้นตอนและภาระทางการเงิน โดยพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 พ.ย.68 จาก MLR +1% ให้เหลือเพียง MLR ช่วยลดภาระทางดอกเบี้ยได้ประมาณ 286.4 ล้านบาท 

ทั้งนี้  ภายหลังศาลปกครองมีคำพิพากษาให้กทม.และ KT ชำระหนี้ดังกล่าว หน่วยงานจึงเสนอขอตั้งงบประมาณ

โดยคำนึงยอดดอกเบี้ยที่ต้องชำระจนถึงเดือนพ.ย.68 รวม 32,625,106,200 บาท ก่อนที่ประชุมสภา กทม. มีมติรับหลักการ  ให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาใน 45 วัน

ต่อมา 8 ต.ค.68  สภากทม. มีมติเป็น “เอกฉันท์” อนุมัติใช้เงินสะสมจ่ายขาด เพื่อชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุง  ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 จำนวนกว่า 3.2 หมื่นล้าน ซึ่ง กทม.วางแผนชำระให้แล้วเสร็จภายใน 31 ต.ค.68

สำหรับวงเงินชำระหนี้ เป็นการใช้เงินสะสมจ่ายขาด เป็นเงินที่ไม่มีภาระผูกพัน โดยผู้ว่าฯ กทม. ระบุ  แม้จำนวนกว่า 3 หมื่นล้านบาท จะทำให้เงินสะสมจ่ายขาดลดลง แต่ยังเหลือเงินสำรอง 5,000-6,000 ล้านบาท ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของ กทม.

  • ชื่นมื่นจบมหากาพย์หนี้ BTS

30 ต.ค.68  BTSC นำโดย นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผอ.ใหญ่ และพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  แถลงถึงการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่จบลงแล้ว

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นทางหลัก ช่วงสถานีหมอชิต-สถานีอ่อนนุช และช่วงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีสะพานตากสิน ที่จะหมดสัมปทานในปี 72  บริษัทฯ ยังรับว่าจ้างในการเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นทางหลัก และส่วนต่อขยายต่อไปอีก 13 ปี จนถึงปี 85.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน