เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภาพรวมของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 เริ่มต้นภารกิจหาเสียงวันแรกทันทีหลังจับหมายเลขประจำตัว โดยเดินหน้าลงพื้นที่ใจกลางเมือง เชื่อมต่อสู่ชุมชนแออัด เพื่อรับฟังปัญหาจากปากประชาชน พร้อมประกาศย้ำแนวทาง “กรุงเทพฯ ทำงาน” มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของคนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่เริ่มต้นในช่วงสาย ที่บริเวณสกายวอล์ก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยนายชัชชาติระบุว่า โครงการทางเดินยกระดับนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการแก้ปัญหาที่ต้องประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน แม้จะเป็นโครงการที่ต้องผ่านอุปสรรคหลายด้าน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ป่วยที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลในย่านนี้ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ไม่ต้องเสี่ยงเดินตัดถนน นายชัชชาติย้ำว่าแนวคิดการเพิ่มสกายวอล์กและหลังคาทางเดินเชื่อมในจุดที่มีผู้คนสัญจรหนาแน่น เช่น สุขุมวิทและบางโคน ถือเป็นนโยบายหลักที่จะทำต่อ เพราะการสนับสนุนให้คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะคือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหารถติดและมลพิษ

โดยตลอดการลงพื้นที่ นายชัชชาติให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน ทั้งเรื่องปัญหาแรงงานต่างด้าวที่แย่งอาชีพหาบเร่แผงลอย ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าแม้บทบาท กทม. จะมีจำกัด แต่จะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบเข้มงวดและประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องอย่าง ตม. ให้มากขึ้น

หลังจากนั้น นายชัชชาติและคณะเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS มุ่งหน้าสู่สถานีอโศก เพื่อเดินเท้าเข้าสู่ตลาดรวมทรัพย์และตลาดนัด มศว ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักจากการทักทายพ่อค้าแม่ค้าและนิสิตนักศึกษา ก่อนจะเดินทางต่อไปยังชุมชนคลองเตยด้วยรถตุ๊กๆ ซึ่งถือเป็นจุดหมายสำคัญที่มีความผูกพันกับผู้สมัครมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มหาเสียง โดยที่มูลนิธิดวงประทีป ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ได้นำตัวแทนชาวชุมชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวขอบคุณที่ผ่านมานายชัชชาติ ได้เข้ามาพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็ก รวมถึงการจัดทำสวน 15 นาที และโครงการปลูกต้นไม้ที่ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ครูประทีปยังได้ฝากข้อเสนอให้ผลักดันศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพในชุมชน และเร่งประสานงานแก้ไขปัญหาเส้นทางรถเมล์สาย 72 และ 205 ที่เปลี่ยนไปจนส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ด้านนายชัชชาติกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า ตนเองติดหนี้บุญคุณชาวคลองเตยเสมอมา เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญของ “เส้นเลือดฝอย” ที่เป็นรากฐานของเมือง แม้จะมีคนวิจารณ์ว่าเน้นเพียงงานเล็กน้อย แต่ตนยืนยันว่านี่คือชีวิตของทุกคน การลงพื้นที่ชุมชนล็อก 1-2-3, ล็อก 4-5-6 และชุมชน 70 ไร่ เพื่อพูดคุยกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการรักษาพยาบาลและการกินดีอยู่ดีในระดับชุมชน คือภารกิจสำคัญที่ไม่แพ้โครงการเมกะโปรเจกต์

ทั้งนี้ นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงความมั่นใจในการเปิดเผย 251 นโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจข้างถนนและสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำว่า “กรุงเทพฯ อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคลองเตย” ปิดท้ายภารกิจวันแรกในช่วงเย็น นายชัชชาติเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT จากสถานีคลองเตยไปสู่สถานีสามย่าน ก่อนจะปั่นจักรยานสาธารณะมุ่งหน้าสู่สเตเดียมวัน ย่านบรรทัดทอง เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่แถลงนโยบายครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางผู้สนับสนุนที่มารอรับฟังแนวทางการพัฒนาเมืองที่มุ่งหวังให้คนกรุงเทพฯ ทุกระดับได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน.



