จากกรณี ทหารหญิงยศ “ร.ท.” อายุ 29 ปี เข้าร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจาก “นางปวีณา หงสกุล” ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หลังถูก “พล.ท.” เกษียณราชการ ทำร้ายร่างกาย คุกคามข่มขู่เอาชีวิตหลังจากบอกเลิกความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ล่าสุดถูกอีกฝ่ายหลอกไปทานอาหาร แต่กลับโดนวางยาพาไปขืนใจในโรงแรมม่านรูดย่านบางพลัด โดยให้ลูกน้องทหารยศ “ร.อ.” ถ่ายคลิปไว้ข่มขู่อีกด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ สน.บางพลัด นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พาทหารหญิงยศ “ร.ท.” เข้าพบ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร ผกก.สน.บางพลัด เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยมีการไล่ไทม์ไลน์ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกไปจนถึงการคบหาแลกผลประโยชน์ ลักษณะเหมือนคนรับใช้คอยดูแลบ้าน ซักผ้า รีดผ้า หากทำอะไรไม่ถูกใจก็จะโดนลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย ฝ่ายทหารหญิงต้องทนทุกข์ทรมานเกือบ 6 ปี ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งโดนทำร้ายจนต้องเข้า รพ. เหตุจากไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วไม่ได้รับโทรศัพท์ ภายหลังอีกฝ่ายมาง้อบอกว่าจะซื้อคอนโดฯ ให้ 1 ห้อง แต่สุดท้ายก็ผิดคำพูด ใช้กำลังทุบตีเช่นเดิม สุดท้ายจึงขอแยกทางไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีกตั้งแต่กลางปี 68 แต่อีกฝ่ายกลับคุกคามไม่จบ มีการเข้ามาพังประตูห้องพัก เอากุญแจมาคล้องประตู หยอดกาวกุญแจประตู และหยอดกาวประตูรถ และจะแชตไลน์มาหาอยู่บ่อยครั้ง
ช่วงเดือน ต.ค. 68 โดยทำร้ายเป็นครั้งที่ 2 สาเหตุจากไม่ตอบไลน์ และตอบช้า เนื่องจากกำลังทำงาน อีกฝ่ายมาหาที่แฟลต เข้ามากระทืบจนช้ำระบมไปทั้งตัว หลังจากได้ขอเลิกรา โดยมีรองเจ้ากรมทหาร เป็นพยาน อีกฝ่ายบอกว่าถ้าตนโอนคืนคอนโดฯ ให้เขาแล้วจะเลิกยุ่งเกี่ยวกัน แต่เมื่อโอนคืนให้แล้วก็ยังไม่หยุด ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 ถึงขนาดพังประตูเข้ามาในห้อง จนต้องแจ้งตำรวจ สน.เตาปูน ช่วยมาระงับเหตุ ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่พอใจ เข้าทำร้ายร่างกายด้วยการเตะที่ขา ต่อหน้าตำรวจ ก่อนกระชากกล้องตำรวจและข่มขู่ อ้างว่ารู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่ตนไปแจ้งความยัง สน.เตาปูน เนื่องจากอีกฝ่ายคุกคามไม่จบ
จากนั้น ครั้งที่ 3 วันที่ 21 ธ.ค. 68 ฝ่ายนายทหารโทรฯ มาหา บอกว่าหย่ากับเมียแล้ว จะไปอยู่ต่างประเทศ ขอเจอตนเป็นครั้งสุดท้ายโดยนัดพบที่ร้านอาหารย่านบางพลัด ด้วยความใจอ่อนและตั้งใจเอาพวงมาลัยไปขอขมา จึงเดินทางไปที่ร้านอาหารพร้อมกับน้องสาว ขณะอยู่ที่ร้านอาหาร ตนและน้องสาวดื่มไวน์เข้าไป 2 แก้ว รู้สึกเมาผิดปกติ อีกฝ่ายเอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่ม บอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อตนและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม เขาบอกว่ามีของขวัญจะให้ ขอให้ตนเดินไปเอาที่ท้ายรถ พอเปิดประตูท้าย อีกฝ่ายก็ผลักเข้าไปในรถ ก่อนเข้าชกต่อย จับกดลงกับพื้น ใช้สายรัดเคเบิลไทร์มือ 2 ข้าง และใช้สก๊อตเทปปิดปากไม่ให้ร้อง ระหว่างนั้นเห็นชายสวมหมวก “ไอ้โม่ง” มาขับรถให้ ก่อนจะพาออกไป โดยตนถูกจับกดและปิดตาอยู่ จึงไม่เห็นว่ารถวิ่งไปทางไหน

เมื่อไปถึงโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง เขาจะลากลงจากรถ แต่ตนส่งเสียงกรีดร้อง จนพนักงานต้อนรับกลัวว่าจะมีปัญหาจึงไม่ยอมเปิดห้องให้ เขาพาตนไปโรงแรมม่านรูดอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก อีกฝ่ายลากลงจากรถพาเข้าไปในห้อง จึงรู้ว่า “ไอ้โม่ง” ที่ขับรถให้เขาคือ นายทหารยศ “ร.อ.” ที่เป็นลูกน้องของเขา ตนพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ถูกเขา 2 คน ลากไปที่เตียงนอน
ขณะนั้น ร.อ. ยกมือไหว้ “นายครับอย่าทำน้องเลยครับ” พล.ท. บอกว่ามึงอย่ามายุ่ง แล้วสั่งให้ “ร.อ.” ถอดกางเกงตนก่อนยืนดู จากนั้น “พล.ท.” ชกต่อยใบหน้าและลำตัวระบายความโกรธ ด่าว่า “มึงแจ้งความใช่มั้ย” ก่อนจะลงมือข่มขืนทั้งที่มัดมืออยู่จนสำเร็จความใคร่ และถ่ายคลิปเอาไว้ ตนรู้สึกเจ็บปวดสุดแสนสาหัส จากนั้นเขาถึงตัดสายรัดที่ข้อมือออก 1 เส้น แต่ยังมีสายรัดอีก 1 เส้นค้างอยู่ที่ข้อมือตน “พล.ท.” ยังข่มขู่ว่า “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่”
ร.ท.หญิง เผยต่ออีกว่า หลังก่อเหตุเสร็จ พล.ท. และ ร.อ. ขับรถมาส่งที่ร้านอาหารเดิม น้องสาวเห็นสภาพตนสะบักสะบอม ตนขอให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่ตนและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่ตนออกไปกับ พล.ท. มีผู้หญิง 2 คน มานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก พล.ท. ตนมาคิดกับน้อง คาดว่า พล.ท. มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้ตนมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน และให้หญิงสาวทั้ง 2 คน มานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหา
คืนนั้นหลังหาหมอเสร็จ ตนได้รีบไปแจ้งความที่ สน.บางพลัด ทันที ตำรวจส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อเขารู้ไปแจ้งความ เขาได้โอนเงินมาให้น้องตน 3 หมื่นบาท บอกเป็นค่ารักษาตน และโอนมาให้อีก 5 หมื่นบาท บอกให้เป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องนอนโรงพยาบาล แต่ตนไม่ต้องการ จึงได้โอนเงินคืนไปหมดแล้ว และต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ขอชีวิตตนคืน วันที่ 23 ธ.ค. 68 จึงมาร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ ตนต้องการจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ด้าน น.ส.ปวีณา กล่าวว่า หลังรับเรื่อง ตนประสาน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. นำผู้เสียหาย เดินทางไปที่ สน.บางพลัด เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการไล่ภาพเส้นทางวันเกิดเหตุ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป
ภายหลังนางปวีณา พา “ร.ท.หญิง” เดินทางมาถึง สน.บางพลัด ได้เข้าร่วมประชุมกับ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร สน.บางพลัด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำ “ร.ท.หญิง” โดย นางปวีณา กล่าวเพิ่มเติมภายหลังใช้เวลาประชุมกว่า 1 ชม. ว่า วันนี้ได้ประสาน พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร สน.บางพลัด เพื่อพาผู้เสียหายมาพบเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ ขอให้ตำรวจดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ต้องเคารพสิทธิความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เข้ามาดูแลน้อง ร่วมกับมูลนิธิปวีณาฯ และประสานกระทรวงยุติธรรม ช่วยคุ้มครองพยานหากมีการข่มขู่คุกคามผู้เสียหาย
พล.ต.ต.พัลลภ กล่าวว่า พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ตนมาดำเนินการในคดีนี้ หลังรับเรื่องได้สั่งการให้มีการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและวัตถุพยานดำเนินการให้เร็วที่สุด ขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมทั้งสอง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน หากใครมีส่วนเกี่ยวข้องกระทำความผิด จะโดนแจ้งข้อกล่าวหาหมดทุกคน แม้ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ในอดีตมียศใหญ่โตในราชการ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง ถ้ามีหลักฐานกระทำผิดจริง ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้าน พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 สั่งกำชับ พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร สน.บางพลัด และพนักงานสอบสวนให้ทำงานเต็มที่ ทั้งเรื่องพยานหลักฐานและวัตถุพยาน ทำครบทุกกระบวนการและจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ตอนนี้รวบรวมพยานหลักฐานได้พอสมควรแล้ว ยังเหลือพิสูจน์ทราบคำให้การของน้องผู้เสียหาย.



