6 มี.ค.68 จุดเริ่มต้นคดีประวัติศาสตร์การสอบสวนคดีพิเศษ“อั้งยี่-ฟอกเงิน”การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)หลังบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) มีมติวินิจฉัยชี้ขาดให้ กรณีสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคล หรือคณะบุคคลที่กระทำผิดเป็นอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก เมื่อปี 67 เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568

นับแต่นั้นเรื่อยมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้าสอบปากคำพยานเกี่ยวข้องหลายร้อยปาก จากทั้งหมด 1,200 ปาก

โดยเฉพาะพยานที่ปรากฏชื่อในเส้นทางการเงินสุดซับซ้อน เชื่อมโยงกันทั้งเครือข่าย ซึ่งพบความเคลื่อนไหวสอดคล้องกัน  ตั้งแต่“ไทม์ไลน์”ก่อนเลือกระดับอำเภอ  จังหวัด ประเทศ  ไปจนหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกระดับประเทศ

สำหรับพฤติการณ์ที่ดีเอสไอสืบสวนสอบสวน พบลักษณะของการจัดตั้งกลุ่มคณะบุคคล มีการระดมทุนจ่ายเงินหาคนในพื้นที่ ชาวบ้าน ญาติใกล้ชิดของเครือข่ายพรรคการเมืองดังมาลงสมัครเป็น สว. ซึ่งส่วนมากประวัติการกรอกใบสมัคร อาชีพการงาน ไม่สมฐานานุรูปในหมวด 20 กลุ่มอาชีพ และเข้ามาทำหน้าที่เป็น“โหวตเตอร์”

รวมถึงระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ให้บุคคลที่รับเงินสมัคร สว. เปลี่ยนบทบาทจากโหวตเตอร์มาเป็น “สว.พลีชีพ” ลงคะแนนตามโพยสั่ง  

กระทั่งท้ายสุด เมื่อวุฒิสภาได้“สว. ตัวจริง” 200 คน กลับพบ“ครึ่งหนึ่ง”ของตัวจริง ตั้งให้คนที่เคยลงสมัครสว. แต่“ตกรอบ” เข้ามาทำหน้าที่คณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานของสว. มีลักษณะเชื่อได้ว่า“เป็นการต่างตอบแทน” เพราะตำแหน่งเหล่านี้ล้วนมีเงินเดือนหลักหมื่น และเงินเดือนเหล่านี้ยังมีเส้นเงินสุด“พิศวง”แม้ตรงเข้าบัญชีคณะทำงาน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานของสว. แต่สักพักจะถูก“หักเปอร์เซ็นต์”โอนต่ออีกทอดยังคนอีกกลุ่ม!!!

เกาะติดคดีประวัติศาสตร์ที่ไม่เพียงพฤติการณ์น่าสนใจ  แต่การคาบเกี่ยวบทบาททางการเมือง ทำให้การขยับคืบหน้าแต่ละขั้นตอนไม่ง่าย แม้สุดท้ายจะสามารถสั่งฟ้องได้“ลอตแรก”8 คน  ได้ทันภายในปีนี้ก็ตาม

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ฉายภาพอุปสรรคสำคัญเริ่มตั้งแต่การปากคำพยาน เมื่อบางจังหวัดไม่ได้รับความร่วมมือ เช่น จ.บุรีรัมย์ มีการเลื่อนนัดหมายให้ปากคำ หรือพยานบางจังหวัดกลับให้การไม่เป็นประโยชน์ ปฏิเสธเงินที่รับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องขบวนการจัดฮั้วสว.

อย่างไรก็ตาม ในมุมการสอบสวนรวบรวมหลักฐานดีเอสไอ ไม่มุ่งแค่ปากคำพยาน แต่ดึงเทคนิคหลายอย่างร่วมด้วย โดยเฉพาะการระดมทีมงานส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ทำเทคโนโลยีมาช่วยคลี่คลายคดี นั่นคือ “การจำลอง”ทั้งสถานที่ใช้เลือกสว. ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก การขานลงคะแนนของเจ้าหน้าที่กกต. ในทุก“บล็อกกิ้ง”กลุ่มอาชีพ

ดีเอสไอใช้วิธีลงพื้นที่จริง“อิมแพ็ค ฟอรัม เมืองทองธานี ฮอลล์ 4” ก่อนใช้เครื่องมือปฏิบัติการพิเศษ“ไลดาร์สแกน” และ “เลเซอร์สแกน” สำรวจทั่วอาคาร ก่อนนำข้อมูลไปจัดทำแผนที่ 3 มิติ หรือ 3D Mapping  ประกอบข้อมูลการวิเคราะห์ภาพการเคลื่อนไหว และตรวจจับใบหน้าจากระบบ AI

โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายสว.138+2 ที่มีแนวโน้มส่อพิรุธ  พร้อมขอรับภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุจากหลายหน่วยงาน ตรวจสอบคู่ขนาน

เทคโนโลยี Geo-AI ถูกนำมาใช้ในการสืบสวนสอบสวนคดีฮั้วเลือกสว. โดยผสานข้อมูลภาพจาก“กล้องวงจรปิด”กับพิกัดตำแหน่ง(Geo-tagging) เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การพบปะกัน การเดินทางร่วมกัน การเข้าออกสถานที่เดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียง การทำโพย เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังใช้ AI วิเคราะห์ภาพ เพื่อระบุตัวบุคคลและพฤติกรรมต้องสงสัย ก่อนเชื่อมข้อมูลเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ แสดงผลผ่านแผนที่พฤติกรรมและไทม์ไลน์เชิงหลักฐานไปแสดงผลบนแผนที่แบบ 3D  เพื่อสนับสนุนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และเสนอเป็น“พยานหลักฐานทางดิจิทัล”

กระทั่งพบข้อเท็จจริงว่า“คณะบุคคล”ได้รวมตัวกัน นัดแนะกัน เดินทางมาด้วยกัน ใส่เสื้อสีเดียวกัน เพื่อเป็นที่สังเกตว่า คือคนกลุ่มเดียวกัน  ขณะนี้หลักฐานชิ้นดังกล่าวอยู่ในสำนวนทั้งของดีเอสไอ(คดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน) และสำนวนของกกต. (คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26)

ปัจจุบันดีเอสไอสามารสรุปสำนวน ส่งฟ้องผู้ต้องหาลอตแรก 8 คน ต่ออัยการ ในจำนวนนี้ มีสว.ตัวจริง 2 คน และทั้งหมดเป็นกลุ่มที่เคยถูกแจ้งข้อหาในสำนวนของกกต.มาแล้ว

มีรายงานว่าการดำเนินคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน มาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน การสอบปากคำ และการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน จนพบข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการในรูปแบบ“คณะบุคคล” จัดตั้งเครือข่ายซึ่งปกปิดวิธีการ มีวัตถุประสงค์ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 

มีการวางแผนสลับซับซ้อน ทราบกันเฉพาะในกลุ่ม กล่าวคือ ขบวนการได้จัดให้มีผู้สมัครในระดับอำเภอ สมัครกลุ่มละ 5 คน รวม 100 คน ในระดับอำเภอ 928 อำเภอ (หลักเกณฑ์รอบเข้าเลือกได้ 5 คน) ทำให้บางจังหวัดมีผู้สมัครจำนวนมาก  สำหรับค่าตอบแทน ระดับอำเภอ  5,000 บาท ระดับจังหวัด 10,000 บาท และระดับประเทศ  40,000-100,000 บาท และหากได้สว.มากกว่า 120 คน จะได้เพิ่ม 100,000 บาท  

หลังวันที่ 16 มิ.ย.67 ที่ผ่านพ้นการคัดเลือกระดับจังหวัด ขบวนการนัดหมายผู้สมัครระดับประเทศ ไปจัดทำโพยในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครนายก ต่อมาวันที่ 24 มิ.ย.67 เวลา 16.00 น. มีการจ่ายเงินสดเป็นมัดจำ 20,000 บาท ส่วนที่เหลือได้รับหลังกกต.รับรองผล

จากการสืบสวนยังพบโพยฮั้วมีหมายเลข 2 ชุด กลุ่มละ 7 คน รวม 140 คน และการเลือกระดับประเทศ พบว่าขบวนการจัดตั้งมีจำนวนผู้สมัครอยู่ในขบวนการประมาณ 1,200 คน

มหากาพย์ฮั้ว สว.ครั้งนี้ ไม่เพียงคดีอั้งยี่-ฟอกเงินในมือของดีเอสไอ คดีการเลือกตั้งในมือกกต.ที่มีผู้ถูกกล่าวหามากถึง 229 คน จำนวนนี้มีทั้ง สว.ตัวจริง และเครือข่ายพรรคการเมืองดัง เป็นอีกบทบาทต้องจับตาว่าสุดท้ายจะปรากฏโฉมหน้าผู้กระทำความผิดที่ได้ประโยชน์จากคณะจัดฮั้ว และขยายผลไปถึงผู้มากบารมีนอกเกมการเมืองได้หรือไม่

…และในปีหน้า ทีมข่าวอาชญากรรมจะยังคงเกาะติดบทสรุปคดีประวัติศาสตร์นี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน