สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่า นางอี ซือ-รัน รมช.สาธารณสุขเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีใต้จะทยอยยุติการส่งบุตรบุญธรรมไปต่างประเทศ ภายใน 5 ปี โดยตั้งเป้าให้เหลือศูนย์อย่างช้าที่สุดภายในปี 2572
ขณะเดียวกันก็ได้ชี้แจงว่า ระบบการรับบุตรบุญธรรมกำลังถูกเปลี่ยนโครงสร้างจากเอกชนมาสู่ภาครัฐ และด้วยบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล จึงสามารถทำการประเมินอีกครั้งว่า การรับบุตรบุญธรรมเป็นทางเลือกที่จำเป็นจริงหรือไม่
รายงานพิเศษด้านการค้ามนุษย์ การสูญหายโดยบังคับหรือการถูกบังคับให้สูญหาย และการทารุณกรรมเด็ก หยิบยกประเด็นการรับบุตรบุญธรรมขึ้นมาหารือกับรัฐบาลโซล หลังกรณีของ น.ส.คิม ยู-รี วัย 52 ปี ซึ่งเคยถูกส่งตัวให้ครอบครัวชาวฝรั่งเศสเมื่อปี 2527 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ตามเอกสารที่ระบุว่า เธอเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ถูกต้อง
The South Korean government is preparing to end overseas adoptions by 2029, shifting responsibility for adoption from private agencies to the state in a move officials say is aimed at strengthening child protection.https://t.co/YcsPZlDXZg pic.twitter.com/EkXTPy4bM5
— The Korea Herald 코리아헤럴드 (@TheKoreaHerald) December 26, 2025
เพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียน รัฐบาลโซลย้ำถึงการปฏิรูปในอดีตที่มุ่งเน้นการป้องกันการละเมิด รวมถึงกฎหมายเมื่อปี 2554 เกี่ยวกับการฟื้นฟูระบบกำกับดูแลทางตุลาการ สำหรับการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมจากต่างประเทศ และได้อ้างถึงขั้นตอนล่าสุดในการรวมศูนย์อำนาจการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม
อย่างไรก็ตาม การสอบสวนการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมเพิ่มเติม และการชดเชยที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับเหยื่อ จะขึ้นอยู่กับกฎหมายในอนาคต ขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้เสนอมาตรการใด ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเอกสารไม่ถูกต้อง หรือถูกปลอมแปลง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเชื่อมต่อระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรม และครอบครัวผู้ให้กำเนิด
หลังจากการสอบสวนนานเกือบ 3 ปี เกี่ยวกับข้อร้องเรียนจากผู้รับเลี้ยงบุตรบุญธรรม 367 คน ในยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลีย คณะกรรมการยอมรับว่า คิมและเด็กที่ถูกรับเลี้ยงอีก 55 คน เป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการสูญหาย และการถูกปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับต้นกำเนิด และความล้มเหลวในการคุ้มครองเด็ก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



