ถือว่ากระบวนการชิงชัยในสนามเลือกตั้ง เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว หลังกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครสส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการเมือง จากนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ.69 ที่เป็นวันกาบัตร เชื่อว่า ทุกพรรคการเมืองต่างโหมหาเสียงกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะขั้วสีน้ำเงิน “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” และขั้วสีส้มสีส้ม “พรรคประชาชน (ปชน.)” ซึ่งถูกคาดหมายว่า จะแย่งชิงกันเป็นพรรคอันดับหนึ่ง

โดยเฉพาะประเด็นต่างๆ ที่จะได้เปรียบเลือกตั้ง คงสาดใส่อย่างเต็มที่ แม้กระทั่งการประกาศไม่ร่วมมือทางการเมืองกับบางพรรค ก็คงกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาสร่างความได้เปรียบทางการเมือง หลัง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเกม ประกาศไม่ร่วมงานทางการเมืองกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) อ้างเหตุผลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่พรรค กธ. ที่พัวพันกับบางเรื่อง ต่อมา “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ก็ประกาศไม่ร่วมงานกับพรรค กธ. เช่นเดียวกัน และยังระบุอีกว่า ถ้าพรรค ภท. ได้เสียงเป็นอันดับ 1 ก็จะไม่ขอเข้าร่วมรัฐบาลด้วย ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ก็ประกาศไม่ร่วมงานกับพรรคสีส้ม ให้เหตุผลว่า หมกหมุ่นกับการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

นั้นหมายความ พรรคที่ได้เสียงมาเป็นอันดับ3 ซึ่งถูกคาดหมายว่าเป็นพรรค “พรรคเพื่อไทย (พท.)” และพรรคขนาดกลางจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก หากไม่มีพรรคใดไม่ได้เสียงเกินครึ่ง จึงไม่ใช้เรื่องแปลกที่แกนนำพรรคสีแดงจะเล่นบทกั้ก ไม่ปิดกั้นในการจับมือกับใคร ในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหลายคนเชื่อว่าไม่มีพรรคไหน ดังนั้นการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเข้มข้นดุเดือด เพราะแต่พรรคก็หวังช่วงชิงอำนาจรัฐ

ส่วนความเคลื่อนไหวของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ใช้ช่วงเวลาในการรับสมัครเลือกตั้ง สส. เขตวันแรก เดินทางไป จ.พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี สำหรับภารกิจที่เมืองกรุงเก่านำผู้สมัคร สส. พรรค ภท. ทั้ง 5 เขต สักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล และเอาฤกษ์เอาชัย ถือเป็นการประเดิมหาเสียงเลือกตั้งเป็นจังหวัดแรก เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า วันนี้ห้อยพระของขลังอะไรมา นายอนุทิน เปิดเสื้อกั๊กโชว์ พร้อมบอกว่า เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นผู้สื่อข่าวขอดูแหวนนพเก้าที่ นายอนุทิน สวมใส่ เมื่อถามด้วยว่าจะขอพรอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องขอพรให้ประเทศไทยมีชัยชนะในทุกสิ่ง ประชาชนพ้นความทุกข์ และมีความสุขสบาย มีความมั่นคง เมื่อถามต่อว่าจะขอพรในเรื่องเลือกตั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การชนะเลือกตั้งอยู่ที่ตัวเรา ขอเทวดาไม่ได้

หลังจากจับเบอร์ผู้สมัครเสร็จสิ้น “นายอนุทิน” ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจในสนามเลือกตั้ง จ.พระนครศรีอยุธยาว่า ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน เราเสนอตัวที่จะทำผลงานให้ประชาชนด้วยความตั้งใจ ตอนเลือกตั้งเรากำหนดอะไรเองไม่ได้ นอกจากนำเสนอนโยบาย และทำให้ได้ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสคิดว่าเป็นที่พึงพอใจ และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนว่า รัฐบาลพรรค ภท. ทำได้ เราได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่า เราได้ยกระดับในทุกๆ เฟส ถ้าไม่ยุบสภา ป่านนี้คงจะได้คนละครึ่งพลัสเฟส 2 เรียบร้อยแล้ว ก็ขอโอกาสให้พรรค ภท. ได้กลับมาบริหารบ้านเมืองอีก เราจะทำคนละครึ่งเฟส 2 ต่อ ซึ่งไม่ได้เป็นนโยบายที่เป็นประชานิยม แต่เป็นนโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
จากนั้นเดินทางไป จ.สุพรรณบุรี เพื่อทำพิธีเปิดป้ายที่ทำการพรรค ภท. สาขา จ.สุพรรณบุรี อย่างเป็นทางการ โดย นายอนุทิน กล่าวว่า คนในพรรค ภท. 80% ก็มาจากพรรคชาติไทย (ชท.) อย่ามองตนเป็นอื่นไกล เป็นสาแหรกเดียวกันของตนตั้งแต่รุ่นพ่อ นอกจากผู้สมัคร สส.เขตทั้ง 5 เขตแล้ว “นายวราวุธ ศิลปอาชา” จะเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เบอร์ 3 รองจากตนที่เป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ตามด้วยนายวราวุธ เลย ซึ่งจังหวะดังกล่าว นายวราวุธ ได้ยกมือไหว้แล้วโผไปกอดเอว นายอนุทิน
ด้าน “นายอุดม เบิกฟ้า” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุพรรณบุรี กล่าวว่า การที่เราเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีน้ำเงินไม่มีใครคัดค้าน แต่สิ่งที่เราอยากขอ คือ เมื่อท่านได้เราไปแล้วอย่าทำร้ายจิตใจเรา เมื่อรับปากอะไรขอให้รักษาคำมั่น สิ่งที่ท่านทำให้เรา อย่าเหมือนอดีตที่ผ่านมา แม้เราจะจมน้ำไปกับเขา เขายังทิ้งเรา ในฐานะนายกฯ อบจ. ที่มีคะแนนอยู่ประมาณ 280,000 พร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อท่าน
ต้องรอดูว่า หลังจากอดีต สส. เกือบ 70 คนย้ายเข้าพรรค พท. เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งจะประสบความสำเร็จไปเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่
ส่วนการแสดงท่าทีในการจับขั้วทางการเมืองของแต่ละพรรคนั้น “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงถึงกลยุทธ์ในการหาเสียงว่า ต้องได้คะแนนเสียงมากที่สุด ที่จะมั่นใจได้ว่า ไม่ถูกพรรคการเมืองอันดับสอง อันดับสาม หรือพรรคอื่น ไปรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาล แข่งกับรัฐบาลอันดับหนึ่ง โดยใช้ข้ออ้างทางการเมืองที่ไม่เป็นจริง ถ้าได้ติดตามคำสัมภาษณ์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. จริงๆ ก็รู้ว่าเป็นการผลิตวาทะกรรมทางการเมือง ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะพรรค ปชน. ไม่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 แล้ว เราเชื่อมั่นว่าได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่ในเรื่องเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคอื่นๆ สามารถรับเงื่อนไขของเราได้ อย่างเช่น ไม่มีรัฐมนตรีสีเทามาร่วมรัฐบาล ถ้ามีประวัติด่างพร้อย นายกฯ ถ้าบอกให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีก็ต้องเปลี่ยน ถ้ายอมรับได้ ส่วนการตั้งเงื่อนไขโดยนำมาตรา112 มาอ้าง เป็นการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง เพื่อที่จะช่วงชิงจังหวะอะไรหรือไม่

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุว่า พรรคปชน. ไม่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 แล้ว โดยนายอนุทิน ย้อนถามว่า “ท่านหัวหน้าเท้ง พูดแล้วหรอ ยืนยันได้หรือเปล่าไม่รู้ เหมือนว่าตัวท่านพูดว่า พรรคปชน. ไม่แก้มาตรา 112 ด้วย โอ้โห ขอบพระคุณมากครับ” พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ และกล่าวอีกว่า ขอบพระคุณท่านจริงๆ เป็นความสบายใจของพี่น้องประชาชน เมื่อถามว่า ถ้าเป็นแบบนี้พรรค ภท. ร่วมรัฐบาลกับพรรค ปชน. ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรค ภท. พูดอยู่คำเดียวว่าไม่ร่วมรัฐบาล และกิจกรรมใดๆ กับพรรคหรือกลุ่มใดที่แตะมาตรา 112
เมื่อถามย้ำว่า การที่เขาประกาศอย่างนี้ แสดงว่าอนาคตก็เป็นไปได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่พี่น้องประชาชน ตอนนี้ถ้าถามอะไรที่เกี่ยวกับผลของการเลือกตั้ง หรือว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ตนว่าทุกท่านที่อยู่ในที่นี้เราเข้าใจตรงกันว่า เราจะพูดอะไรก่อน พี่น้องประชาชนตัดสินไม่ได้ ต้องขอจริงๆ นี่คือสิ่งที่เรายึดมั่น และดำเนินการมาโดยตลอด เพราะพูดไปไม่เกิดประโยชน์ ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ให้

ขณะที่ “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า พรรคมุ่งทำการเมืองอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม ตั้งเป้าหมายคว้าเก้าอี้ สส. อย่างน้อย 100 ที่นั่งทั่วประเทศ จุดเด่นของพรรคคือ ทำมากกว่าพูด คิดว่าพรรคการเมืองควรให้เกียรติประชาชน ลองคิดดูว่า หากพรรคที่เขาบอกว่า จะไม่จับมือด้วย สมมุติเขาเกิดได้ สส. มา 60 เขต ก็แสดงว่าประชาชนใน 60 เขตเลือกต้องให้ความไว้วางใจ นั่นหมายความว่า ประชาชนเหล่านั้นเป็นคนที่เทาไปด้วยหรือ เป็นคนที่ทำอะไรตามข้อกล่าวหาหรือ ถ้าท่านจะกล่าวหาใคร ต้องมองเข้าไปในกระจก แล้วมองตัวเองด้วย ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย แล้วมากล่าวหา ระวังสิ่งเหล่านั้นจะย้อนกลับไปสู่ตัวเอง ใครไม่จับมือกับเราก็ไม่เป็นไร แต่เราไม่สร้างเงื่อนไข ข้อเสนอใดๆ ก็แล้วแต่ ที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ เราคงไม่ปฏิเสธ นโยบายจริงๆ ของเราก็คือ ก้าวข้ามความขัดแย้งเสียด้วยซ้ำ
เรื่องการตั้งเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล หรือทำงานร่วมกันในฝ่ายบริหาร จะเป็นประเด็นที่มีการตอบโต้กันไปมาจนถึงวันเลือกตั้ง และจะมีผลต่อจำนวน สส. หรือไม่ คงต้องติดตามดูแบบละสายตาไม่ได้เลยจริงๆ
“ทีมข่าวการเมือง”



