ใกล้มาถึงสำหรับปีใหม่ 2569 ในช่วงส่งท้ายปีเช่นนี้จะเห็นบรรยากาศมอบของขวัญ ส่งความสุขความห่วงใย ระลึกถึงกัน นอกจากของขวัญที่เราตั้งใจมอบให้กับคนใกล้ชิด เพื่อนสนิทคนพิเศษ หรือคนในครอบครัวแล้ว ก็ต้องไม่ลืมมอบ “ของขวัญให้กับตัวเรา” ด้วยเช่นกัน นำเรื่องน่ารู้มอบของขวัญให้ตนเอง ชวนค้นของขวัญชิ้นพิเศษ ชิ้นที่มีความหมาย เป็นกำลังใจให้มีพลังฟันฝ่าอุปสรรค์ เพื่อก้าวสู่ปีใหม่ด้วยความสดใสมีความสุข โดย ดร.นเรศ กันธะวงค์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร นักจิตวิทยาการปรึกษา ให้ความรู้ในประเด็นนี้ว่า เมื่อปีใหม่จะมาถึง หลายคนมักตั้งเป้าหมายใหม่ วางแผนทำอะไรใหม่ๆ หรือมีความคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน และมักมองข้ามไปเสมอก็คือเรื่องของ “พลังใจ”

“พลังใจเป็นสิ่งที่จะนำพาเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ และการเปลี่ยนแปลงที่จะมีความสดใส ไม่ได้เริ่มต้นจากการที่มีทุกอย่างพร้อม แต่เริ่มมาจากการมีหัวใจที่พร้อมจะลุกขึ้นใหม่ พร้อมที่จะปล่อยวางสิ่งเก่าๆ ที่เราแก้ไขไม่ได้ในปีเก่าๆ และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่า เรายังคงมีคุณค่าเสมอ”
ตลอดปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างผ่านเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความผิดหวัง ความอ่อนล้า หรือบทเรียนในชีวิตต่างๆ ในวันนี้จึงไม่ใช่วันที่จะแบกเอาอดีตที่แก้ไขไม่ได้นำมาเข้ามาสู่ปีใหม่ แต่ควรเลือกพกพลังใจติดตัวไปแทน อดีตแก้ไขไม่ได้ แต่เราเรียนรู้ได้ ถ้าเราเอาอดีตพกเข้ามาในปีใหม่ จะทำให้เราเติบโตได้ยาก เพราะฉะนั้นในวันนี้จึงอยากแบ่งปันข้อมูลดีๆ วิธีการดีๆที่จะเพิ่มพลังใจให้ตัวเอง ให้ปีใหม่ที่จะมาถึงเป็นปีที่สดใส มีหัวใจที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อใดก็ตามที่เรามีหัวใจเข้มแข็ง เราจะกล้าเริ่มต้น กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดังนั้น ก่อนที่ปีใหม่จะมาถึง อยากชวนมอบของขวัญให้ตัวเอง เพื่อสร้างพลังใจกับการเริ่มต้นปีใหม่ กับการเปลี่ยนแปลงที่มีความสดใส ที่มีความหมาย

ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ดร.นเรศ ให้มุมมองของขวัญเพิ่มอีกว่า มีคำถามมากมายที่ว่าจะมอบของขวัญอะไรให้กับตัวเอง เพื่อเป็นกำลังใจสู่การเปลี่ยนแปลงปรับตัวพร้อมรับปีใหม่ที่มีความสดใส
ในมุมมองของขวัญที่มอบให้สำหรับตนเองอาจไม่ใช่วัตถุที่มีราคาแพง แต่คือ กำลังใจ ที่เรามักลืมมอบให้กับตัวเอง บอกกับตัวเองว่า “ขอบคุณนะที่เราพยายามจนมาถึงทุกวันนี้ได้ สามารถผ่านปีใหม่มาได้อีกหนึ่งปี” ขอบคุณตัวเองให้มากขึ้นดังนั้นของขวัญที่อยากให้มอบกับตัวเองจึงเป็นคำสั้นๆ คำเดียวคือ Love
นักจิตวิทยาการปรึกษา ดร.นเรศ อธิบายว่า ในความหมายนิยามของคำว่า Love อาจจะไม่ใช่แค่ “ความรัก” ที่มีในความหมายทั่วไป แต่คำนี้คือ พลังภายใน ที่จะช่วยให้เราสามารถกล้าที่จะปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไป แล้วเปิดใจรับกับสิ่งใหม่ และยังคงเห็นคุณค่าในตัวเอง เพิ่มพลังให้กับตัวเองพร้อมเดินต่อไปได้

“L O V E หรือว่า Love ตัวอักษร 4 ตัวนี้นี่แหละ ที่ขับเคลื่อนเราที่อยากแบ่งปันให้ทุกคนค่อยๆมองพินิจ ลองทบทวนกับตัวเอง แล้วสร้างเป็นของขวัญที่ดีที่มีคุณค่าที่สุดให้ตัวเอง โดยตัวแรก L (Let Go) หมายถึงเรื่องของการปล่อยวาง เพื่อให้ใจเบาและเดินต่อ
“หลายคนก้าวเข้าสู่ปีใหม่พร้อมกับการแบกปีเก่าไว้ยังเต็มหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น ความผิดหวัง ความเสียใจ หรือความล้มเหลว และก็มักมีคำถาม ถ้าวันนั้นเราทำได้ดีกว่านี้ ชีวิตคงไม่เป็นแบบนี้ ไม่สามารถมูฟออนจากความผิดหวังในอดีตได้ แต่ในความเป็นจริง เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ หากเราวางสิ่งเหล่านั้นลง
การปล่อยวางไม่ใช่การลืม หรือแกล้งทำเป็นลืม แต่การปล่อยวางในความหมายนี้คือ การยอมรับ เมื่อสิ่งนั้เกิดขึ้นแล้ว ก็ยอมรับ เราคงไม่เอาใจไปโต้แย้งว่ามันไม่จริง ไม่ใช่หลอกตัวเองว่าปัญหานั้นหายไป ปัญหายังคงอยู่ แต่เรายังเห็นคุณค่าตัวเองภายใต้ปัญหาที่เผชิญอยู่”

พูดคุยกับตัวเอง เลือกเก็บบทเรียนไว้แต่ไม่ใช่แบกความรู้สึกผิดติดตัวไป ก็จะทำให้ใจไม่เบา ไม่หลุดออกจากปัญหาสักที ปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ เหลือเอาไว้แค่บทเรียน ซึ่งจะทำให้เราสามารถก้าวต่อไป และมีความสุขได้ในปีใหม่ โดย ปล่อยวางให้เป็น พูดคุยกับตัวเองให้อ่อนโยนมากขึ้น
ต่อมาO (Open your heart) คือ การเปิดใจ ต้อนรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของชีวิต เมื่อใดก็ตาม ใจเราได้ปล่อยวาง หัวใจของเราจะมีพื้นที่สำหรับความหวัง พื้นที่สำหรับโอกาสและมีความเป็นไปได้ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ จะเกิดขึ้นได้ การเปิดใจไม่ได้หมายถึง การไม่กลัว แต่คือ การยอมรับว่ากลัว แต่ก็เดินไปได้ อย่างเช่น บางคนอาจไม่กล้าพูดในที่ประชุม ไม่กล้าแสดงความรู้สึกหรือนำเสนอใดๆ มีความไม่กล้า
แต่การประชุมครั้งใหม่อาจลองบอกตัวเองว่า อยากลองพูด อยากลองทำ ฉันไปต่อได้ แม้เสียงจะสั่น แต่ก็จะลอง พยายาม บอกตัวเองแบบนี้ แล้วเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆจะเกิดขึ้น แต่อย่างไรแล้วตัวเราก็ต้องใจกว้างมากพอที่จะยอมรับผลที่ตามมา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เอาอดีตมาสมทบ มาตอกยามซ้ำเติมตัวเอง อันนี้ก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าปล่อยวางลงแล้ว ใจต้องกว้าง โดยถ้าต้องแย่อีกครั้งก็คือ การเรียนรู้ ฉันกำลังเรียนรู้

นักจิตวิทยาการปรึกษา ดร.นเรศ อธิบายเพิ่มอีกว่า ทุกการเปิดใจคือการขยับขอบเขตของชีวิตให้มีความกว้างขวางขึ้นอย่างเติบโต พอเราเปิดใจ เราจะรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา จะไม่โทษตัวเองและพร้อมที่จะไปต่อ ซึ่งก็คือตัว Open Your Heart เปิดใจแล้วยอมรับสกิลใหม่ๆ ของตัวเอง อย่าเพิ่งปฏิเสธหรือดูถูกตัวเอง แล้วไปต่อให้ได้
สำหรับ V (Value yourself) เห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง ในมุมจิตวิทยา “พลังใจ” จะเกิดขึ้นได้ยากหากเราไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง หลายคนใช้ชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าเราดีพอ แต่ที่จริงๆแล้ว ไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลยในชีวิต การที่เราเห็นคุณค่าในตัวเองคือการที่ยอมรับในตัวเอง
“การที่เรารักและเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ได้เป็นการปิดกั้นโอกาสตัวเองให้ได้รับรู้หรือพบเกิดกับสิ่งที่ดีๆ อย่างคนที่เห็นคุณค่าในตัวเอง ทำงานหนักลืมดูแลตัวเอง ถึงปีใหม่เลือกที่จะให้ตัวเองได้พักผ่อน ได้ท่องเที่ยวเดินทางไปในที่ต่างๆ ตามที่ใจอยากไป อันนี้ก็คือการให้คุณค่ากับตัวเอง และเมื่อใดก็ตามที่เราให้คุณค่ากับตัวเองได้มากพอก็จะสามารถแบ่งปันคุณค่าที่เรามีให้กับคนอื่นๆ”

E (Empower yourself) เติมพลังให้ชีวิตในทุกๆวัน เมื่อไรก็ตามที่ใจเราแข็งแรงจากภายใน สิ่งที่เราทำในแต่ละวันจะเปลี่ยนไป เป็น การเติมพลังให้ชีวิต เติมพลังให้กับตัวเอง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่ควรมีความสม่ำเสมอ สามารถเลือกเติมพลังใจจากสิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวให้เกิดพลัง โดยทำได้ทุกวัน เติมได้บ่อย ๆ
“ในแต่ละวันอาจเริ่มต้นเป็นคำถามง่าย ๆ กับตัวเอง เช่น วันนี้ฉันจะดูแลใจตัวเองอย่างไรดี บางคนอาจเลือกเดินให้ ช้าลงหน่อย หรือบางคนอาจเลือกวิธีการเขียนบันทึก เพื่อขอบคุณตัวเองในเรื่องต่างๆ หรือบางคนเติมพลังใจให้กับตัวเอง โดยเลือกที่จะมองหาสิ่งที่เราเคยประสบความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ผ่านมา หรือประสบความสำเร็จอะไรบ้าง ฯลฯ เป็นอีกการเติมพลังให้กับตัวเอง”
การเติมพลังให้กับตัวเองเรื่อยๆ จะทำให้จิตใจเราเข้มแข็งอย่างที่เราไม่รู้ตัว โดย ดร.นเรศ กล่าวว่า วันที่เราเกิดปัญหาอะไรก็ตาม ใจของเราจะแข็งแรงมากพอที่จะเผชิญปัญหาที่รุนแรงได้ เพราะเรามีต้นทุนพลังใจที่ดีงามก็จะทำให้เราสามารถ ฟันฝ่า เผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆได้ และพร้อมที่จะรับมือ เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ อย่างมีพลัง และจะเป็นพลังที่ขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลงตนเองในเชิงบวกด้วย

“การที่เราได้ขอบคุณตัวเอง ได้ขอบคุณตัวเองจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ ฝึกขอบคุณตัวเอง ฝึกเมตตาตัวเองบ้าง จะทำให้เราเปลี่ยนโฟกัสจากสิ่งที่เราขาด กลายเป็นสิ่งที่เรามี ใจที่รู้คุณค่าจะมีพลัง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง พร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ แม้การเปลี่ยนแปลงนั้นที่ทำไปแล้วอาจไม่สมบูรณ์ แต่เราจะมีความความสุข ยอมรับกับสิ่งต่างๆได้ง่ายดายโดยไม่ซ้ำเติมตัวเอง”
L O V E จึงเป็นของขวัญที่อยากแบ่งปัน เลือกเป็นของขวัญที่มอบให้กับตัวเรา เป็นของขวัญทางใจที่มีคุณค่า โดยอยากส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่าตนเอง รับรู้และยอมรับในความผิดพลาดของตัวเองได้ ยอมรับแต่ไม่เสียใจมากจนเกินไป แต่สามารถผันแปรสิ่งเหล่านี้ให้เป็นบทเรียน ให้ได้เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงใหม่สู่การรับมือใหม่ๆ
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร นักจิตวิทยาการปรึกษา ดร.นเรศให้มุมมองทิ้งท้ายอีกว่า นอกจากที่กล่าวมา อีกหนึ่งของขวัญที่เรามอบให้กับตัวเอง ทำให้ตัวเราได้ง่ายๆ คือ เขียนจดหมายถึงตัวเองในปีหน้า ตัดกระกระดาษหรือวาดเป็นรูปหัวใจเพื่อเขียนจดหมายถึงตัวเอง โดยปีหน้าเราจะเป็นอะไร ตั้งเป้าหมายสิ่งที่อยากจะทำ
เมื่อสิ้นปีนำมาเปิดอ่านดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หัวใจยังเต็มดวงอยู่หรือไม่ หากบอกช้ำจะรักษากันด้วยใจที่แข็งแรงของเราต่อไปอีกหนึ่งปี ทำให้ปีใหม่ในปีต่อไปมีความหมาย ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยกับอะไรบางอย่างอาจย้อนกลับมาดูหัวใจดวงนี้ที่เราเขียนจดหมายถึงตัวเองไว้
ไม่ว่าจะเขียนในมุมของการชื่นชม มุมที่ตั้งเป้าหมายอะไรบางอย่างไว้ กลับมาดูอีกครั้งก็เพื่อให้เราได้ มีพลังใจ มีเป้าหมายทางเดินของหัวใจของเราเสมอ เป็นอีกของขวัญที่มอบให้กับตัวเราเอง ทบทวนตนเอง เพื่อมีความสุข มีพลังกาย พลังใจ พร้อมฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆ ได้ผ่านพ้นไป
พงษ์พรรณ บุญเลิศ



