ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่ “การศึกษาไทย” เผชิญทั้งความหวังใหม่ ความผันผวน และสถานการณ์เร่งด่วนหลายระลอก ตั้งแต่ความพยายามปฏิรูประบบการศึกษาด้วยร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. แต่กลับต้องมีเหตุให้สะดุดจนหยุดชะงัก  ไปจนถึงภัยพิบัติและความตึงเครียดชายแดน และสุดท้ายปิดฉากด้วยการเมืองที่ร้อนแรงในเดือนธันวาคมเดือนสุดท้ายของปี กับ การประกาศยุบสภา

“กระทรวงศึกษาธิการ” ภายใต้ผู้นำหญิง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เจ้าของรหัส “เสมา1”  จากพรรคกล้าธรรม  ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ ศ.ดร.นฤมล เข้ามารับตำแหน่ง พร้อมนโยบาย “เร็ว–แรง–เห็นผล”   เริ่มตั้งแต่นโยบายการปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ ที่ได้นำหลักเกณฑ์เชิงประจักษ์ (ว.ประจักษ์) กลับมาใช้อีกครั้งในรูปแบบใหม่ที่แก้ไขจุดอ่อน และเพิ่มทางเลือกให้หลากหลายกว่าเกณฑ์ข้อตกลงในการพัฒนางาน หรือ  Performance Agreement (PA) เพียงอย่างเดียว โดยเปิดกว้างให้กรรมการประเมินมีบุคลากรทางการศึกษาและอดีตผู้บริหารที่มีความเข้าใจระบบมากขึ้น เพื่อให้ครูมีทางเลือกในการขอวิทยฐานะที่หลากหลายและเป็นธรรม สะท้อนคุณภาพการทำงานจริง

ต่อมาโครงการใหญ่อย่างการปรับปรุงบ้านพักครูทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมบ้านพักครูให้ทันสมัย ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเน้นการสร้างชุมชนครูที่ครบวงจรภายใต้ความร่วมมือการเคหะแห่งชาติพัฒนาบ้านพักครูที่ทรุดโทรมกว่า 14,900 หลังในเฟสแรก โดยเฉพาะ 13,000 หลังที่มีครูอาศัยอยู่จริง ด้วยการสร้างใหม่หรือปรับปรุงแบบครบวงจร มีความปลอดภัยสูง เช่น อาคารสูง ห้องน้ำในตัว ระบบรักษาความปลอดภัย

ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูด้วยการ “ตั้งสกรณ์การกลางสกสค.เพื่อช่วยเหลือครูแก้ปัญหาหนี้สิน โดยจะรวมหนี้จากหลายแหล่งมาไว้ที่เดียว ด้วยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (0-4% ต่อปี) และมีวงเงินกู้รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยครูที่เข้าร่วมต้องเข้ารับการอบรมวางแผนการเงิน และทำบัญชีครัวเรือนด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเดินหน้าหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและประถมต้น พ.ศ. 2568 ที่วางรากฐานใหม่ให้การเรียนรู้ของเด็กไทยมุ่งเน้นสมรรถนะตามศักยภาพของเด็กตามช่วงวัย ทำให้สามารถขยายโรงเรียนสมัครใจได้กว่า 4,400 โรงเรียนทั่วประเทศ รวมถึงการยกระดับการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง  โดยออกแนวปฏิบัติใหม่ให้ยืดหยุ่น เน้นบูรณาการ เรียนรู้ผ่านฐานความสนใจนักเรียน สร้างความเข้าใจหลักสูตรแก่ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนสนใจและเกิดทักษะที่หลากหลาย เป็นการทำให้ผู้เรียนสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้นไม่ใช่แค่ท่องจำ

ส่วนการขับเคลื่อนการศึกษาในยุคดิจิทัลนั้น ได้มีโครงการแจกอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต โน้ตหรือโครมบุ๊ค ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 600,000 คนในกลุ่มโรงเรียนคุณภาพชุมชน ซึ่งในปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการแจกไปแล้วในภาคเรียนที่ 2  ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ๆ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างแท้จริง  ขณะเดียวกันยังมีการผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ที่จะเข้ามาช่วยลดภาระงานครู เสริมการสอนให้แก่นักเรียนอีกด้วย

ส่งท้ายปี 2568 กระทรวงศึกษาธิการเข้าสู่โหมดรัฐบาลรักษาการ นโยบายที่กำลังเดินหน้า เช่น หลักสูตรสมรรถนะ การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงาน แก้หนี้ครูตั้งสหกรณ์กลางสกสค. โครงการปรับปรุงบ้านพักครู  อาจต้อง “ชะลอ” หรือรอนโยบายใหม่จากรัฐบาลชุดถัดไป จึงทำให้การศึกษาไทย “หยุดหายใจครึ่งจังหวะ”