ปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของพลังงานสะอาดทั่วโลก และแรงกดดันจากมาตรการคาร์บอนระหว่างประเทศ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์การใช้พลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data Center และผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ต่างต้องการไฟฟ้าสะอาด 100% เป็นเงื่อนไขการลงทุน หลายประเทศในอาเซียนเปิดเสรีพลังงานบางส่วนแล้ว ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความได้เปรียบในภูมิภาค ความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมไทยเพิ่มสูงขึ้น แต่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าแบบปัจจุบันยังจำกัดการเลือกซื้อพลังงานจากหลายแหล่ง Direct PPA จึงเป็นแนวทางที่จะทำให้ตลาดพลังงานโปร่งใสขึ้น เปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงไฟฟ้าหมุนเวียนในต้นทุนที่แข่งขันได้ และลดข้อจำกัดจากโครงสร้างที่ผูกขาดมายาวนาน
การให้โรงงานเลือกซื้อไฟฟ้าระยะยาวโดยตรงจากผู้ผลิต ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของไฟฟ้าในไทย และช่วยให้อุตสาหกรรมผลิตสินค้า “คาร์บอนต่ำ” ตรงตามข้อกำหนดด้าน ESG ของตลาดสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ Direct PPA ยังส่งผลให้ผู้ผลิตพลังงานต้องพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งโซลาร์ ลม ประสิทธิภาพสูง ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าของประเทศโดยรวม
.
ในมิติการกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) มีบทบาทสำคัญในการเตรียมกติกาและโครงสร้างตลาดให้เหมาะสม เพื่อให้การเปิด Direct PPA เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และไม่กระทบเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ทั้งในด้านการกำหนดหลักเกณฑ์ การบริหารต้นทุนระบบ และการรองรับการซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ผ่านสายส่งของรัฐ หากไทยเดินหน้า Direct PPA อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมอนาคต เช่น Data Center ผู้ผลิตชิป ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงโรงงานที่ต้องผ่านมาตรฐานคาร์บอนของบริษัทแม่ ซึ่งล้วนมองหาฐานการผลิตที่เข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง การมีระบบพลังงานที่เลือกได้และคาดการณ์ต้นทุนระยะยาวได้ชัดเจน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพในการดึงดูด FDI
.
“Direct PPA” จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านพลังงาน แต่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า เพื่อรองรับการเติบโตของฐานผลิตสีเขียวที่โลกกำลังต้องการอย่างแท้จริง



