เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานการประชุมชี้แจงการปรับแนวทางการให้บริการของ “หน่วยบริการนวัตกรรม” ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ให้กับผู้ประกอบการหน่วยบริการนวัตกรรมทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ ว่า ในปีงบประมาณ 2567 สปสช. ได้เริ่มเปิดให้บริการหน่วยบริการนวัตกรรม โดยร่วมมือกับ 7 สภาวิชาชีพ เพื่อเป็นหน่วยบริการเสริมเพิ่มเติมในการดูแลผู้มีสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ผลการดำเนินการตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี มีประชาชนใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีงบประมาณ 2567 มีประชาชนเข้ารับบริการอยู่ที่ 4 ล้านคน หรือเป็นจำนวน 10 ล้านครั้ง เบิกจ่ายค่าบริการจำนวน 2,190 ล้านบาท ต่อมาปีงบประมาณ 2568 มีประชาชนเข้ารับบริการมากขึ้น เพิ่มเป็น 10 ล้านคน หรือเป็นจำนวน 31 ล้านครั้ง และได้เบิกจ่ายค่าบริการเป็นจำนวน 6,700 ล้านบาท

ล่าสุดปีงบประมาณ 2569 นี้ จากข้อมูลบริการในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ( 15 ก.ย. – 24 ธ.ค. 68) มีประชาชนเข้ารับบริการแล้วกว่า 5 ล้านคน หรือเป็นจำนวน 9 ล้านครั้ง เบิกจ่ายค่าบริการไปแล้วจำนวน 2,052 ล้านบาท ขณะที่ สปสช. จัดสรรงบประมาณรองรับบริกาไว้ที่จำนวน 2,790 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีงบประมาณคงเหลือรองรับบริการที่หน่วยบริการนวัตกรรมเพียง 737 ล้านบาท

ด้วยข้อจำกัดงบประมาณดังกล่าว ซึ่งเป็นงบประมาณปลายปิด สปสช.จึงต้องปรับวิธีการและเงื่อนไขการให้บริการ เพื่อให้หน่วยบริการนวัตกรรมคงให้บริการประชาชนในปีนี้ต่อไปได้ โดยได้หารือร่วมกับสภาวิชาชีพและนำเสนอต่อ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) พิจารณา ซึ่งจะมีการนำ “ระบบโควต้าการให้บริการรายสัปดาห์” มาดำเนินการ ซึ่ง สปสช. จะกำหนดจำนวนครั้งการให้บริการของหน่วยบริการนวัตกรรมในแต่ละสัปดาห์ ด้วยวิธีนำงบประมาณที่มีอยู่และดูผลบริการย้อนหลังของแต่ละวิชาชีพ เพื่อกำหนดเป็นค่ากลางและคำนวณเฉลี่ยเป็นจำนวนโควตา ซึ่งจะอัพเดทโควต้าให้หน่วยบริการนวัตกรรมรับทราบทุกสัปดาห์

ขณะที่ประชาชนจะเข้ารับบริการโดยเป็นไปตามเงื่อนไข เช่น อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยรับบริการได้ 2 ครั้งต่อคนต่อปี เป็นต้น เพื่อให้การจัดบริการและการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุมการบริการตลอดทั้งปีงบประมาณ 

ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ สปสช. ได้พัฒนาระบบสนับสนุนต่างๆ อาทิ การยืนยันตัวตนด้วยระบบ Face Recognition หรือการสแกนใบหน้า การเชื่อมโยงข้อมูลบริการกับ Health Link หรือแอปพลิเคชันอื่น และการพัฒนาระบบตรวจสอบ (Audit) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและความโปร่งใสในการเบิกจ่าย รวมถึงการจัดเครือข่ายหน่วยบริการ เพื่อให้หน่วยบริการนวัตกรรมสามารถส่งต่อผู้ป่วยไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิหรือโรงพยาบาลได้

“แนวทางการให้บริการของหน่วยบริการนวัตกรรมในรูปแบบใหม่นี้ จะเริ่มในวันจันทร์ที่ 12 ม.ค.2569 โดยในระหว่างนี้ สปสช. จะเร่งประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยบริการนวัตกรรมเพื่อให้เกิดความชัดเจน พร้อมควบคู่กับการสร้างความเข้าใจกับประชาชน” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว

ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า ในการร่วมเป็นหน่วยบริการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามประกาศหลักเกณฑ์เดิมนั้น หน่วยบริการจะต้องร่วมให้บริการเป็นระยะเวลาครบ 1 ปีก่อน จึงจะยกเลิกสัญญาได้ ซึ่งในการปรับแนวทางการให้บริการหน่วยบริการนวัตกรรม เพื่อให้หน่วยบริการนวัตกรรมที่ไม่ประสงค์จะร่วมให้บริการตามแนวทางใหม่นี้ เพื่อให้เป็นไปตามความสมัครใจ สปสช. จึงได้มีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ โดยให้สามารถออกจากระบบก่อนครบปีตามสัญญาได้ โดยให้แจ้งไปยัง สปสช.เขตพื้นที่ ระบุเหตุผลหรือความจำเป็นในการลาออก ซึ่ง สปสช. จะดำเนินการตรวจสอบตามขอบเขต แจ้งวันสิ้นสุดการเป็นหน่วยบริการในระบบ รวมถึงการเบิกจ่ายต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการเรียกเก็บและค้างจ่ายระหว่างกัน

สำหรับในส่วนของหลักประกันสัญญานั้น ทางสำนักงานฯ จะคืนเงินประกันสัญญาครบถ้วนจำนวน 10,000 บาท ที่ทางหน่วยบริการให้ไว้ในการทำสัญญาบริการ โดยไม่ได้มีการยึดเงินในส่วนนี้แต่อย่างใด 

“สปสช. ยืนยันพร้อมสนับสนุนหน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 ประเภท และไม่มีนโยบายที่ให้หนวยบริการลาออก หรือยุบหน่วยบริการใด เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและลดความแออัดในโรงพยาบาล แต่ด้วยข้อจำกัดวงเงินปีนี้ ทำให้จำเป็นต้องปรับเงื่อนไขการให้บริการและการเบิกจ่าย” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว