เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 2 ก.ค. 69 ที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ มข. รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 2 ประจำปี 2569 และคาดการณ์ไตรมาส 3 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,058 ตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยผลสำรวจระบุว่าเศรษฐกิจครัวเรือนอีสานยังอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยให้คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินครัวเรือนอยู่ที่ 4.83 จากคะแนนเต็ม 10 เช่นเดียวกันกับผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาบไตรมาส 2 ที่คนอีสานให้คะแนน 4.73 และคะแนนผลงานโดยรวมของรัฐบาลอยู่ที่ 4.67 จากคะแนนเต็ม 10 โดยคนอีสานมากถึงร้อยละ 42.2 ระบุว่ายังไม่เห็นว่ามีกระทรวงเศรษฐกิจใดมีผลงานที่โดดเด่น

“จากผลสำรวจ สื่อให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันหรือที่ทุกท่านเรียกว่า อนุทิน 2 นั้น จะมาใช้แต่ยาพาราไม่ได้ เพราะประเทศอยู่ในสภาพอาการที่ทรุดหนัก ควรอัดยาแรงกระตุ้นภาพรวมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับมาตรการที่มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม การเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้ครัวเรือนฐานราก การจัดลำดับความช่วยเหลือให้เหมาะกับกลุ่มเปราะบาง และการกำหนดตัวชี้วัดผลงานของหน่วยงานเศรษฐกิจให้ประชาชนได้รับรู้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น” รศ.ดร.สุทิน กล่าว

รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อถามถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คนอีสานต่างได้รับผลกระทบในเรื่องของรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.1 รองลงมาคือรายได้ลดลง ร้อยละ 20.3 และหนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 12.5 ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุก อันดับแรกคือเรื่องของแพงและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 33.1 รองลงมาคือเศรษฐกิจโตต่ำหรือเงินไม่หมุนเวียน ร้อยละ 14.6 ปุ๋ยแพงหรือต้นทุนเกษตรสูง ร้อยละ 11.8 และค่าแรงต่ำหรือรายได้ไม่พอ ร้อยละ 10.3 ขณะที่นโยบายไทยช่วยไทยพลัส 60/40 คนอีสานร้อยละ 36.0 เห็นว่าโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้พอสมควร และร้อยละ 22.8 เห็นว่าช่วยได้มาก สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ยังมีพื้นที่ให้ปรับปรุงด้านความทั่วถึง ความคุ้มค่าและผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจชุมชน อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 3 ของปี จากภาพรวมการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ราคาน้ำมันที่ลดลงและภาวะสงครามหรือเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น คนอีสานมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยับดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ร้อยละ 5.04 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างจำกัดอีกด้วย.