ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตหัวหน้าโครงการวิจัยปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน กองทัพบก ปี 255 อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก ปี 2557 ศิษย์เก่าด้านยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff, JCS) เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา และศิษย์เก่าวิทยาการข้อมูล (Data Science & Methodology) มหาวิทยาลัย มิชิแกน สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์เรื่อง บริบทจีน–กัมพูชา กับเวที JBC ไทยต้องคิด “สามชั้น” ผ่านทางเฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม เนื้อหาระบุว่า
เวทีนี้ไม่ใช่สนามรบชายแดน แต่คือสนามรบด้านกฎหมายและการทูต หากไทยเดินผิดจังหวะ ไทยอาจเสียเปรียบเชิงอธิปไตยและศักดิ์ศรี หากรีบเจรจาจะ เสี่ยงสูง หากไม่เจรจาโลกก็กดดัน ทางที่ปลอดภัยที่สุด คือเจรจาในจังหวะที่เหมาะสม
สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นจุดอ่อนอย่าง “รัฐธรรมนูญ” หากใช้ให้ถูก สามารถกลายเป็น เกราะคุ้มกันอธิปไตยของไทย ได้ “ดึงเกมช้า คุมเกมไม่เร่ง ไม่รีบปฏิเสธ คือความรอบคอบ ไม่ใช่ความอ่อนแอ” ช่วงหยุดยิง คือเวลาที่กองทัพเสริมความพร้อม การเมืองเสริมข้อมูล และรัฐใช้เหตุผลเหนืออารมณ์
วันนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจากการที่กัมพูชาเดินเกมผลักดันการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยเขตแดน (Joint Boundary Commission, JBC) ในห้วงเวลาที่จีนมีบทบาทเชิงอิทธิพลในภูมิภาค ไม่ใช่การเจรจาทางเทคนิคธรรมดา แต่คือภาพสะท้อนของความขัดแย้งแบบผสมผสานด้านความมั่นคง (Hybrid Conflict) ซึ่งใช้การทูต เวทีระหว่างประเทศ เวลา และการสื่อสาร เป็นเครื่องมือกดดันประเทศไทยที่กำลังอยู่ในช่วงอำนาจเปลี่ยนผ่าน

เป้าหมายของกัมพูชาในเกมนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่โต๊ะประชุม แต่อยู่ที่การยึดดินแดนไทย และหวังผลทำลายไทยในเรื่อง ความเชื่อมั่นทางการเมือง ภาพลักษณ์ ความชอบธรรม และการจัดวางอำนาจในระยะยาว
ความขัดแย้งรูปแบบใหม่นี้ไม่จำเป็นต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว แต่สามารถทำให้อีกฝ่าย (1) เสียพื้นที่ทางการเมือง (2) เสียความชอบธรรม หรือถูกบีบให้ตัดสินใจผิดพลาดเอง และ (3) เสี่ยงต่อการเสียเปรียบเชิงสถานะและข้อเท็จจริงในเวทีระหว่างประเทศ จนกระทบความได้เปรียบเชิงพื้นที่ในทางปฏิบัติ อาจจะส่งผลกระทบต่อ แผ่นดินไทย
การที่มีการขยับ JBC ในช่วงที่ไทยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงต้องถูกอ่านให้พ้นจากคำว่า “กลไกปกติ” เพราะในโลกยุทธศาสตร์ จังหวะที่เลือก = เจตนาที่ซ่อนอยู่ เครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “เวลา” การขยับในช่วงที่ฝ่ายไทยตัดสินใจได้จำกัด คือการใช้เวลาเป็นอาวุธที่ไม่ต้องยิง ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2021 เมื่อสหรัฐอเมริกาถอนกำลังในช่วงเปลี่ยนผ่าน เปิดช่องให้ตาลีบันขยับยึดพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพราะรู้ว่าความเร็วในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของอีกฝ่ายลดลง
อย่างไรก็ตาม คนไทยไม่ควรมองจีนแบบสุดโต่ง จีนไม่ใช่ทั้งผู้ร้ายและไม่ใช่ผู้ช่วยโดยอัตโนมัติ หากแต่อาจถูกอ่านในฐานะผู้กำหนด “จังหวะ” เชิงยุทธศาสตร์ในเวทีระหว่างประเทศอย่างแยบยล โดยใช้ 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่
1.เวลา เลือกช่วงที่ไทยมีข้อจำกัด ไม่ได้บีบให้แพ้ แต่ทำให้ขยับยาก
2.เวที ดันการพูดคุยในกรอบที่ดูเป็นเทคนิค แต่มีนัยทางการเมืองและผลประโยชน์แฝง
3.ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่กดดันตรง ๆ แต่เปิดพื้นที่ให้ไทยเผลอตัดสินใจเกินอำนาจของรัฐบาลรักษาการ
ดังนั้น การขยับ JBC ในจังหวะนี้จึงไม่ใช่เหตุบังเอิญทางการทูต แต่คือการจัดวางจังหวะที่คำนวณมาแล้วว่าไทย “ขยับลำบาก” อย่างไรก็ดี การที่อีกฝ่ายกำหนด “จังหวะ” ไม่ได้แปลว่าไทยต้องเสียแผ่นดิน หากไทยรู้ว่าเส้นของตนเองอยู่ตรงไหน และยึด “สติของชาติ” เป็นหลักยืน
ในโลกความมั่นคงสมัยใหม่ การปกป้องอธิปไตยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเสมอไป แต่ต้องใช้วินัยตามรัฐธรรมนูญ สติทางยุทธศาสตร์ และความชอบธรรมจากประชาชน แม้เป็นรัฐบาลรักษาการ ไทยยังมีอำนาจสำคัญอยู่ครบ ได้แก่ (1) ยืนยันว่า JBC เป็นเวทีเทคนิค ไม่ใช่การเจรจาอธิปไตย และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (2) กำหนดจังหวะของตนเอง ไม่เร่งตามใคร—กรอบกฎหมายทำหน้าที่คุ้มครองไม่ให้เกิดการผูกมัดเกินจำเป็น และ (3) สื่อสารตรงไปตรงมากับประชาชน เพื่อสร้าง “แนวหลังทางยุทธศาสตร์” ที่แข็งแรง
กล่าวโดยสรุป ไทยไม่ได้เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง แต่ห้ามพลาดด้วยการตัดสินใจเกินอำนาจของรัฐบาลรักษาการในช่วงเปลี่ยนผ่าน ชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์คือ ยึดกรอบรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เข้าร่วมเฉพาะเวทีที่ไม่ผูกมัด ไม่ปิดประตูการทูต แต่ไม่เปิดประเทศให้ใครเดินนำ และส่งต่อข้อมูลครบถ้วนให้รัฐบาลใหม่
“นี่คือแผ่นดินไทย” ที่ไม่ควรถูกแลกกับความเร่งรีบ จีนอาจกำหนดจังหวะของเวที กัมพูชาอาจเร่งจังหวะของคำเรียกร้อง แต่ประเทศไทยต้องเป็นฝ่ายกำหนด “สติของชาติ” โดย รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ทำให้ไทยถูกล็อกตาย แต่ทำหน้าที่เสมือน เข็มขัดนิรภัยของอธิปไตย ในช่วงที่ถนนการเมืองลื่นและเต็มไปด้วยแรงเหวี่ยง บางครั้งการไม่ตัดสินใจในสิ่งที่ไม่ควรตัดสินใจ คือการตัดสินใจที่ปกป้องแผ่นดินได้ดีที่สุด วิกฤตนี้ไม่ใช่บททดสอบว่าไทยกล้าแค่ไหน แต่คือบททดสอบว่าไทยรู้จักหยุดตรงไหน และหากหยุดได้ถูกจุด ประเทศไทยจะไม่เสียแผ่นดิน ไม่เสียศักดิ์ศรี และไม่ตกเป็นเครื่องมือของเกมใคร ไม่ว่าจังหวะนั้นจะถูกกำหนดจากใครหรือจากที่ใดก็ตาม



