เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมนักวิจัยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ค้นพบพรรณพืชอีกครั้งหลังจากที่หายไป มากกว่า 100 ปี โดยพืชดังกล่าวคือหูเสือใบขน ซึ่งถูกสำรวจพบครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2439 (ค.ศ. 1896) บริเวณเขาหินปูนในเขต ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ Curtis อดีตหัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ปีนังคนแรก พรรณไม้ชนิดนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นพรรณไม้ชนิดใหม่โลกในวารสารนานาชาติ Kew Bulletin ของสวนพฤกษศาสตร์คิว สหราชอาณาจักร เมื่อปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) หลังจากการเก็บตัวอย่างครั้งแรก 108 ปี ภายใต้ชื่อพฤกษศาสตร์ Plectranthus tomentifolius Suddee คำระบุชนิด “tomentifolius” หมายถึง มีขนหนาแน่น โดยบรรยายลักษณะจากตัวอย่างต้นแบบเพียงชิ้นเดียวที่เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ซึ่งในขณะที่เขียนตั้งชื่อพฤกษศาสตร์นั้นคาดว่าพรรณไม้ชนิดนี้น่าจะสูญพันธุ์จากธรรมชาติไปแล้ว หลังจากนั้นก็ได้มีการลงพื้นที่สำรวจซ้ำตามพื้นที่เขาหินปูนต่าง ๆ ในภาคใต้มาโดยตลอดแต่ก็ไม่พบประชากรเลย

จนกระทั่ง กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มี โครงการวิจัยความหลากหลายของพันธุ์พืชในระบบนิเวศเขาหินปูนของประเทศไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสทำการสำรวจเขาหินปูนอย่างละเอียดทั่วประเทศ โดย น.ส.นัยนา เทศนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ และคณะ ได้ล่องเรือทำการสำรวจพรรณไม้ตามเกาะแก่งต่าง ๆ บริเวณเขื่อนรัชชประภา อุทยานแห่งชาติเขาสก ในปี พ.ศ. 2564 และทำการล่องสำรวจทำนองเดียวกันบริเวณอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ในปี พ.ศ. 2568 ได้พบพรรณไม้พุ่มที่ไม่ทราบชนิดเกาะอยู่ตามหน้าผาสูง ต้องใช้ไม้สอยลงมา

ทีมงานได้ส่งตัวอย่างให้ที่ปรึกษาด้านพฤกษศาสตร์ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าเป็นพรรณไม้ที่หายไปมากกว่าร้อยปีที่คาดว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งการคงอยู่ของพรรณพืชและการทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะมีส่วนช่วยในการวางแผนการศึกษาวิจัยต่อยอด การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป
ปัจจุบัน ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้า จากการศึกษาทางวิวัฒนาการชาติพันธุ์ หูเสือใบขนได้ถูกย้ายไปอยู่ในสกุล Coleus โดยมีชื่อพฤกษศาสตร์ใหม่ว่า Coleus tomentifolius (Suddee) Suddee ซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ PhytoKeys เมื่อปี ค.ศ. 2019

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชล้มลุกอายุหลายปีถึงไม้พุ่ม ลำต้นอวบแข็ง โคนต้นมีเนื้อไม้ มีรอยแผลใบรูปไตชัดเจน ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ร่วงง่าย ใบรูปไข่หรือรูปรี กว้าง 2-3.5 ซม. ยาว 3-8 ซม. ปลายแหลม โคนรูปลิ่ม ขอบจักฟันเลื่อยกึ่งหยักมน แผ่นใบค่อนข้างหนา มีขนทั้ง 2 ด้าน ด้านล่างมีขนหนาแน่นกว่าและมีต่อม เส้นแขนงใบข้างละ 4-8 เส้น ก้านใบยาว 0.5-1.5 ซม. มีขนหนาแน่น ช่อดอกออกที่ปลายยอด ไม่แตกแขนง ยาวได้ถึง 15 ซม. ใบประดับรูปไข่ ไร้ก้าน ร่วงง่าย กลีบเลี้ยงรูประฆัง ยาว 2-2.5 มม. กลีบดอกสีขาวแกมชมพู รูปปากเปิด ยาวได้ถึงประมาณ 1 ซม. เกสรเพศผู้ 4 เกสร ก้านยอดเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉกตรง.






