สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ว่า สืบเนื่องจากการที่กระทรวงพาณิชย์จีนเริ่มใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 55% สำหรับเนื้อวัวนำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึง บราซิล อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย และสหรัฐ หากปริมาณการนำเข้าเกินกว่าโควตาที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อปกป้องตลาดผู้ประกอบการภายในประเทศ
นายดอน ฟาร์เรลล์ รมว.การค้าออสเตรเลีย กล่าวว่า เนื้อวัวออสเตรเลียไม่ใช่ความเสี่ยงต่อภาคการผลิตของจีน และขอเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งเคารพสถานะพันธมิตรทางการค้าเสรีที่มีมูลค่าต่อกัน
ขณะที่สภาอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ออสเตรเลียออกแถลงการณ์แสดงความกังวล และเตือนว่า มาตรการดังกล่าวของจีนอาจทำให้การส่งออกเนื้อวัวจากออสเตรเลียไปจีน ลดลงถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระแสการค้า รวมถึงจำกัดโอกาสของบริโภคชาวจีนในการเข้าถึงเนื้อวัวที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้
China has imposed 55% tariffs on global beef imports exceeding quotas, which will cost Australian beef producers approximately $1 billion annually. @JMartin777 pic.twitter.com/lbJQpSO4Wv
— 7NEWS Melbourne (@7NewsMelbourne) January 1, 2026
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ของออสเตรเลียกับจีนกำลังเริ่มฟื้นตัว หลังเคยดิ่งเหวจากกรณีการแบนหัวเว่ยออกจากโครงข่าย 5จี เมื่อปี 2561 และการที่ออสเตรเลียร่วมเรียกร้องกับสหรัฐ ให้มีการสอบสวนต้นกำเนิดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้จีนเคยออกมาตรการแบนสินค้าส่งออกสำคัญของออสเตรเลียหลายรายการในช่วงที่ผ่านมา
อนึ่ง มาตรการเก็บภาษีเพิ่มเติมจะครอบคลุมทั้งเนื้อวัวสด แช่เย็น แช่แข็ง ทั้งแบบติดกระดูกและเลาะกระดูก บังคับใช้เป็นเวลา 3 ปี จนถึงสิ้นปี 2571 จัดเป็น “มาตรการปกป้อง” ที่จะทยอยผ่อนปรนในอนาคต โดยแต่ละประเทศจะได้รับโควตารายปี หากส่งออกเกินกำหนดจะต้องเสียภาษีเพิ่ม 55% ทันที
สำหรับโควตาการส่งออกเนื้อวัว ที่จีนกำหนดในปี 2569 บราซิล ราว 1.1 ล้านตัน อาร์เจนตินา ประมาณ 550,000 ตัน ออสเตรเลีย ราว 200,000 ตัน และสหรัฐ ประมาณ 164,000 ตัน.
เครดิตภาพ : AFP



