เมื่อมนุษยชาติกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับนักบินอวกาศ คือ “กล้องถ่ายภาพ” ที่จะบันทึกวินาทีประวัติศาสตร์นั้น วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกความร่วมมือระหว่าง NASA และ Nikon ที่เปลี่ยนจากกล้อง DSLR แบบเดิม สู่เทคโนโลยี Mirrorless เต็มรูปแบบในภารกิจ ArtemisII และการประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

ทำไมต้องเป็น Nikon Z9?

ในการส่งอุปกรณ์ขึ้นไปบนอวกาศ ทุกกรัมและทุกพิกเซลมีความหมาย NASA จึงตัดสินใจเลือก Nikon Z9 กล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลสรุ่นเรือธงมาเป็นหัวใจหลัก โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้..
-ไร้ม่านชัตเตอร์กลไก
Z9 ใช้เซ็นเซอร์ Stacked CMOS 45.7 ล้านพิกเซล ที่มีความทนทานสูง ลดความเสี่ยงของชิ้นส่วนขยับเขยื้อนที่จะเสียหายได้ในสภาวะแรงจีสูง
-ชัดระดับโมเลกุล
สามารถเก็บรายละเอียดแสงไฟในกรุงเทพฯ หรือแม้แต่แสงสีเขียวจากเรือประมงไทยได้ชัดเจนจากความสูง 400 กิโลเมตร (พิสูจน์แล้วโดยนักบินอวกาศในภารกิจ Expedition 71 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024)
-เฟิร์มแวร์พิเศษ
แม้บอดี้ภายนอกจะเหมือนกล้องที่เราใช้กันบนโลก แต่ภายในมีการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อรับมือกับ “รังสีคอสมิก” ที่มักจะทำให้ภาพเกิดจุดรบกวน (Noise)

จาก “กะระยะถ่าย” สู่ “การมองเห็นจริง”

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของนักบินอวกาศในยุค Apollo จนถึงยุคปัจจุบันคือ “ชุดอวกาศ” ที่หนาเทอะทะและหมวกที่มีกระจกหลายชั้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถแนบตาเข้ากับช่องมองภาพ (Viewfinder) ของกล้อง DSLR รุ่นเก่าได้ แต่การมาของ Nikon Z9 (Mirrorless) ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ทันที

ไม่ว่าจะเป็น “Live View บนหน้าจอ” นักบินอวกาศสามารถจัดองค์ประกอบภาพผ่านหน้าจอด้านหลังกล้องได้ทันทีแม้สวมชุดอวกาศ (EVA) ทำให้ได้ภาพที่แม่นยำกว่าการกะระยะจากระดับหน้าอกแบบเดิม และ “ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์” ช่วยให้การเก็บหลักฐานทางธรณีวิทยาบนดวงจันทร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะนักบินเห็นสิ่งที่กำลังจะถ่ายอย่างชัดเจน

มากกว่าแค่ภาพถ่าย คือก้าวต่อไปของมนุษยชาติ

เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การได้ภาพสวยๆ มาอวดชาวโลก แต่คือ “การวิจัยทางธรณีวิทยา” บันทึกข้อมูลชั้นหินบนดวงจันทร์อย่างละเอียด และยังเป็นการบันทึกภาพวินาทีที่มนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ซึ่งข้อมูลจาก ArtemisII จะเป็นบทเรียนสำคัญก่อนที่เราจะเดินทางไกลไปสู่ดาวอังคารในอนาคต..