เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อภิปรายในที่ประชุม กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับรายจ่ายประจำของภาครัฐ โดยเฉพาะงบบุคลากร ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้รัฐมีข้อจำกัดในการนำงบประมาณไปลงทุนหรือพัฒนาด้านอื่นที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ ว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจะได้ยินนโยบายลดจำนวนข้าราชการมาตลอด แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการขยายตัวของตำแหน่งและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ปัจจุบันมีมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินเดือนข้าราชการแล้ว พบว่าภาระงบฯ ด้านบุคลากรมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี
นายชาดา กล่าวว่า การขยายตัวในตำแหน่งของส่วนราชการต่างๆ เกิดขึ้นหลายส่วน อาทิ ในกระทรวงมหาดไทย ราชการส่วนภูมิภาคมีตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (บริหารต้น) มากถึงจังหวัดละ 4 คน ในส่วนกลางตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหารสูง) มากเกินความจำเป็น รวมถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่มีการกำหนดกรอบเพิ่มตำแหน่งระดับสูงมากเกินความจำเป็น ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับเงินค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ตำแหน่งข้าราชการระดับปฏิบัติจำนวนมากถูกนำไปแลกให้หน่วยงานของตนเพื่อให้มีแต่ข้าราชการระดับสูง นี่สะท้อนปัญหาโครงสร้างกำลังคนที่ไม่สมดุล จนเกิดสภาพมีแต่คนสั่งไม่มีคนทำงาน
นายชาดา กล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นขยะที่ซุกอยู่ใต้พรมของระบบราชการไทย ตนจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ทบทวนการขยายกรอบตำแหน่งบริหารอย่างจริงจัง เพราะหากยังปล่อยให้มีการเพิ่มตำแหน่งโดยไม่มีความจำเป็น จะยิ่งเพิ่มภาระงบฯ ของประเทศในระยะยาว และกระทบต่อศักยภาพของรัฐในการจัดสรรงบฯ เพื่อการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันก็ขอให้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภาครัฐ เช่น ผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทบทวนงบฯ ค่าเช่ารถราชการ ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินรวมเกือบ 10,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้เพื่อให้การใช้จ่ายงบฯ ภาครัฐเกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.



