หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นักร้อง-นักแสดงหนุ่ม “ต้าห์อู๋ พิทยา” ได้ออกมาไลฟ์สดระบายสุดกลั้นถึงเรื่องราวที่ถูกแฟนคลับรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว พร้อมกับอัดคลิปเสียงขณะที่พูดคุยเรื่องราวส่วนตัวกับเพื่อนนำไปเผยแพร่ และส่งต่อในพื้นที่สาธารณะ โดยได้ยืนยันว่าหลังปีใหม่เตรียมตัวที่จะจัดการแน่นอน เพราะมีหลักฐานทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนั้น

ความคืบหน้าสุด “ต้าห์อู๋” และ “ออฟโรด” เดินทามางานนับถอยหลังและฉลองการเข้าสู่ปี 2026 กับ ONE BANGKOK COUNTDOWN CELEBRATION 2026: The Empire of ONE ที่ วัน แบงค็อก ผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์ออนไลน์” จึงได้เข้าไปสอบถามเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้นด้วย

ต้าห์อู๋ เผยว่า “จริงๆ เหตุการณ์มันก็เกิดขึ้นสักพักหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรก มันเกิดหลายเหตุการณ์หลายครั้ง จนเรารู้สึกว่าบางทีมันค่อนข้างที่จะเกินไป อย่างครั้งอื่นๆ มันเกิดในที่สาธารณะ แต่ว่าครั้งนี้มันเกิดในที่ที่มันส่วนบุคคล แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน การกระทำที่มันไม่ชอบด้วยจริยธรรม ทำให้เรารู้สึกว่าเขาจะทำไปทำไม เราคิดว่าทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัว ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนที่ปล่อยและเปิดมากๆ จนไม่ได้รู้สึกว่าต้องระวังอะไร เพราะว่าเราก็ใช้ชีวิตไปแบบที่เราเป็น แต่ครั้งนี้มันค่อนข้างที่จะรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวไปมากเลย สมมุติว่าคุณมาแอบฟังว่าผมพูดอะไรแล้วไปคุยต่อ อันนี้ก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่ว่าการที่อยากรู้จนถึงขั้นแอบอัดเสียงเอาไปคุยต่อ แล้วก็ส่งต่อในกลุ่ม ผมว่ามันค่อนข้างที่จะน่ากลัว มันน่ากลัว ถ้าเป็นเรื่องบังเอิญมันก็โอเค แต่อันนี้เป็นการตั้งใจและจงใจที่จะทำ เลยอยากฝากถึงทุกคนแล้วกันว่าอย่างน้อยอยากให้รักศิลปินของคุณแบบมีขอบเขต เพราะว่าสุดท้ายแล้วคนที่รู้สึกเสียใจหรือรู้สึกไม่สบายใจก็เป็นศิลปินที่คุณรักนั่นแหละ”

“ถามว่าจับได้คาหนังคาเขาเลยไหม คาซะยิ่งกว่าคาอีก คือไม่ได้จับได้ ณ ตอนนั้นเลย แต่ก็ว่ามีหลักฐานครบทุกอย่างแล้ว (เป็นแฟนคลับที่เจอบ่อยตามงาน?) เคยเจอหลายครั้งเลย ไม่แค่คนเดียว รอบก่อนๆ เราก็เจอคนอื่นๆ คือเราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเขาอยู่ที่คอนโดฯ มั้ย แต่ดูทรงแล้วน่าจะใช่ อย่างที่ผมบอกไปว่าเอาจริงแน่ๆ มันต้องมีการคุยกัน อย่างน้อยต้องรู้ว่าเจตนาของคุณคืออะไร แต่ที่แน่ๆ คุณมีเจตนาแน่นอน เพราะ 13 นาทีนั้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มากดอัดเสียง แล้วก็บังเอิญส่งต่อ คือจริงๆ ผมเคยเจอมาหลายรูปแบบ อย่างบนเครื่องบินก็มี ในตุ๊กตาก็ที่ซ่อนดักฟังไว้ แต่ผมก็เลือกที่จะย้ายไปที่อื่น หรือจะเป็นการแท็กจีพีเอส เอาของมาติดในรถ อย่าทำเลย เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่น่าทำหรอก แล้วที่ผมบอกว่าจะจัดการคือจริงๆ ผมไม่ได้อยากจะเอาชนะ แต่ถ้าเราไม่ห้ามหรือไม่เคยขีดเส้นเอาไว้เลยคงไม่ได้แล้ว ยิ่งถ้าเป็นคนที่รักกันยิ่งต้องเคารพกัน แต่อันนี้คือมันไปมากกว่านั้น เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างก็จะมีคนทำอะไรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ผมว่าทุกอย่างควรมีกฎเกณฑ์ของมัน แล้วผมเองก็คงต้องใช้กฎเกณฑ์ในการมาป้องกันพื้นที่ส่วนตัวของผม เพราะผมไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียว ผมมีครอบครัว มีคนอื่นๆ รอบตัว เพราะฉะนั้นผมก็ต้องขีดเส้นเอาไว้ด้วย นอกจากผมจะเป็นศิลปินแล้ว ผมก็ยังมีฐานะเป็นลูกคนหนึ่งของพ่อแม่ ผมไม่รู้ว่าวันหนึ่งถ้ามีใครเกิดตามไปบ้าน คุณพ่อคุณแม่ผมจะสะดวกใจหรือเปล่า หรือบางคนที่ทักคุณพ่อคุณแม่เราไป เราแค่รู้สึกว่ามันต้องมีพื้นที่ส่วนตัว”

ในขณะที่ ออฟโรด เสริมเพิ่มเติม พร้อมแสดงความเป็นห่วงถึงเรื่องนี้ว่า “ทราบเรื่องอย่างนี้แล้ว ผมก็รู้สึกว่ามันอันตรายมาก เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกของเขาที่เจอ การตั้งใจแอบอัดเสียงแล้วไปส่งต่อกันในกลุ่ม แล้วก็คุยกันว่าอยากรู้ว่าเขาคุยเรื่องอะไรกัน ผมว่าอย่างนี้มันเกินไป”..