เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวที่มีการเคลื่อนไหวเสริมกำลังทหารของกัมพูชาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด ทัพภาคที่ 2 ได้ประเมินสถานการณ์ภาพรวมว่า ขณะนี้ยังไม่พบเหตุปะทะเกิดขึ้นในพื้นที่แนวเขตพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ แต่มีการตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวของกำลังทหารในระดับเล็กอยู่เป็นระยะ โดยพื้นที่ที่มีการขยับกำลังให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดยังคงเป็นบริเวณแนวพระวิหารเช่นเดิม
ขณะเดียวกันฝ่ายไทยยังคงดำเนินการจัดวางกำลังและเตรียมความพร้อมตามขั้นตอนปกติทุกประการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ โดยมีการย้ำให้ทุกหน่วยรักษาความสงบและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ทัพภาคที่ 2 ประเมินว่า สถานการณ์ในระยะสั้นยังคงอยู่ในภาวะสงบ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังในระดับสูง เนื่องจากเป็นพื้นที่อ่อนไหวและเคยเกิดเหตุปะทะในอดีต
ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “ตำบลกระสุนตก” เกิดความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเคยมีเหตุลูกระเบิดและกระสุนตกลงในพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจนเกิดความเสียหายหลายครั้ง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากยังไม่กล้าใช้ชีวิตอย่างปกติ และยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนตึงเครียด คือ นายพงศ์พิสุทธิ์ ศรีแย้ม อายุ 40 ปี ชาวบ้านบ้านเสาธงชัย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เคยมีเหตุระเบิดจากฝั่งกัมพูชาตกลงบริเวณหน้าบ้าน ทำให้แรงระเบิดทำให้หลังคาบ้านและส่วนโครงสร้างบางจุดได้รับความเสียหาย เคราะห์ดีที่ก่อนเกิดเหตุได้เข้าหลบอยู่ในบังเกอร์ซึ่งทำไว้เพื่อความปลอดภัย จึงรอดพ้นจากอันตรายมาได้ โดยปัจจุบันหน้าบ้านยังคงมีหลุมระเบิดขนาดใหญ่ให้เห็นเป็นหลักฐานของเหตุการณ์ในครั้งนั้น
นายพงศ์พิสุทธิ์ เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 68 โดยเป็นกระสุนปืน BM-21 จากฝั่งกัมพูชาที่ตกลงบนถนนหน้าบ้านพอดี ขณะนั้นเขายังไม่ได้อพยพออกจากพื้นที่ และได้หลบซ่อนอยู่ในบังเกอร์ใกล้บ้าน เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบจึงออกมาตรวจสอบและพบว่าบริเวณหน้าบ้านมีหลุมลึกจากแรงระเบิด ส่วนสะเก็ดระเบิดก็พุ่งเข้าใส่ตัวบ้านหลายจุด โชคดีที่ความเสียหายไม่รุนแรงมากนัก และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
เขายังเล่าต่อว่า ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีระเบิดตกเข้ามาในหมู่บ้านลึกถึงพื้นที่ชุมชนเช่นครั้งนี้มาก่อน ทำให้ตนและครอบครัวรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก แม้จะยอมรับว่าทหารไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมีมนุษยธรรมและไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน แต่สถานการณ์ก็ยังคงสร้างความตึงเครียดให้กับชาวบ้านจำนวนไม่น้อย

สำหรับสาเหตุที่กระสุนจากฝั่งกัมพูชาตกในพื้นที่ชุมชนจำนวนมากนั้น นายพงศ์พิสุทธิ์ ระบุว่า ตนไม่แน่ใจว่ามีเป้าหมายต่อพลเรือนหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนชายแดนหลายครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก บางบ้านกลับมาแทบไม่เหลือเคหสถานให้พักอาศัย ต้องรอการช่วยเหลือและซ่อมแซมกันเป็นระยะเวลานาน
ในฐานะชาวบ้านชายแดนที่อยู่กับสถานการณ์ลักษณะนี้มานาน ยังเชื่อว่าอาจเกิดเหตุปะทะขึ้นอีก แม้จะมีคำสั่งหยุดยิงแล้วก็ตาม เพราะสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ และยังไม่มีความชัดเจนว่าการหยุดยิงมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างถาวรหรือไม่ จึงมั่นใจว่าอาจเกิดการปะทะรอบที่ 3 เพียงแต่ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด
ด้านหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ยังคงยืนยันว่า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกองกำลังตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกำลังลาดตระเวนและเสริมกำลังสนับสนุนในจุดสำคัญเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยยังคงย้ำให้ชาวบ้านอย่าตื่นตระหนก และติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็เตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ความปลอดภัยของประชาชนอยู่ในระดับสูงสุด



