เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขนัดแรกปี 2569 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้า เรื่อง (ร่าง) กฎกระทรวงการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย หรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนส่งกลับมาให้ รมว.สาธารณสุข ลงนามต่อไป 

นายพัฒนา กล่าวว่า กฎกระทรวงฉบับใหม่จะมีความชัดเจนว่าผู้จำหน่าย จะต้องเป็นสถานพยาบาลที่กฎหมายกำหนด  โดยแพทย์เป็นผู้สั่งจ่าย และผู้ที่ส่งมอบกัญชาให้กับผู้ใช้กัญชามีความชัดเจน ยืนยันว่าบุคลากรทางการแพทย์มีเพียงพอในสาขาที่จำเป็นต่อการอนุญาต  ซึ่งตามกฎกระทรวงใหม่ ร้านค้าที่ยังมีใบอนุญาตอยู่ก็ยังใช้ใบเดิมได้ แต่เมื่อกฎกระทรวงฉบับใหม่มีผลบังคับใช้แล้วจะต่อใบอนุญาตหรือขออนุญาตใหม่ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงใหม่ 

เมื่อถามว่าหากเปลี่ยนรัฐบาลแนวทางนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า กฎกระทรวงเมื่อผ่าน ครม.แล้วอยู่ชั้นกฤษฎีกา จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อ รมว.สาธารณสุขลงนาม ฉะนั้น ในเรื่องของกฎกระทรวงคงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับกัญชาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่เข้ามาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้ามีลักษณะคล้ายปัจจุบันคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“สถานประกอบการเกี่ยวกับกัญชาจะต้องมีการปรับตัว จะเป็นกระบวนการที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณา ส่วนในเรื่องความเป็นยาที่หมอจะจ่ายยาให้กับคนไข้ ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชาในการรักษาโรคจะไม่ขาดการได้รับยากัญชาแน่นอน เพราะเมื่อจ่ายโดยแพทย์ในสถานพยาบาล ทำให้ รพ.ทั่วประเทศเพียงพอในการรองรับและมีบุคลากรที่มีใบอนุญาตพร้อม ยืนยันว่าผู้ป่วยที่ใช้กัญชาในการรักษาไม่ขาดยาแน่นอน” นายพัฒนา กล่าว 

ทั้งนี้  ในการประชุมมีการนำเสนอความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ (ร่าง) กฎกระทรวงการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย หรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า (ฉบับที่…) พ.ศ. …. โดยระบุว่า กฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ.2559 ไม่ครอบคลุมบริบทกัญชาในปัจจุบัน และมีความจำเป็นต้องมีกลไกควบคุมเฉพาะสำหรับการส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปกัญชา เพื่อการค้า และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อชุมชน

จากการรายงานข้อมูลสถานประกอบการกัญชาล่าสุด ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2568 พบว่ามีสถานประกอบการทั้งหมด 18,433 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2568 มีร้านกัญชาที่ใบอนุญาตหมดอายุถึง 8,636 แห่ง แต่กลับมีคำขอต่ออายุเข้ามาเพียง 1,339 แห่ง หรือคิดเป็นแค่ 15.5% เท่านั้น และมีร้านที่ไม่ยื่นต่อใบอนุญาตถึง 7,297 แห่ง คาดการณ์คงเหลือ 11,136 แห่ง ส่วนปี 2569 จะหมดอายุ 4,587 แห่ง และปี 2570 จะหมดอายุ  5,210 แห่ง

การออกกกฎกระทรวงฉบับใหม่ จะเป็นการยกระดับสถานประกอบการ โดยจะต้องเป็นสถานที่ที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ได้แก่ สถานพยาบาล ร้านขายยา สถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือสถานที่ปฏิบัติงานของหมอพื้นบ้าน นอกจากนี้ สถานประกอบการต้องมี ระบบกำจัดกลิ่นและควันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้สร้างเหตุรำคาญหรือความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง และสถานประกอบการต้องตั้งอยู่ในสถานที่ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

ส่วนของมาตรฐานการเก็บรักษาและคุณภาพ กฎหมายกำหนดให้ต้องมีคลังสินค้าที่มีขนาดพื้นที่เหมาะสม แยกเก็บกัญชาเป็นสัดส่วนไม่ให้ปะปนกับสิ่งอื่น มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด และมีข้อห้ามสำคัญคือห้ามวางผลิตภัณฑ์สัมผัสกับพื้นโดยตรง

สุดท้ายการยกระดับตัวผู้ปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้ต้องมีผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกประจำการอย่างน้อย 1 คน ตลอดเวลาที่เปิดทำการ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและปลอดภัยต่อผู้ซื้อ

สำหรับมาตรการในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น ใบอนุญาตรายเดิมจะยังคงใช้ได้จนกว่าจะสิ้นอายุ แต่เมื่อถึงเวลาต่ออายุใบอนุญาต จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงใหม่นี้ทันที รวมถึงคำขอที่ได้ยื่นไว้ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ก็จะต้องได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานใหม่เช่นกัน.