เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายธีรชาติ ก่อตระกูล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความถึงโครงการ THAI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระบุว่า รวมข้อสังเกต ความบังเอิญพลัส ++ 1.โครงการนี้ 1,621 ล้านบาทถ้วน แจกให้คนไทย 5 ล้านคน 2.แต่คนไทย 5 ล้านคนข้างบน เข้าใช้ได้พร้อมกันแค่ วินาทีละ 139 คนนะ (500,000 ต่อชั่วโมง) 3.คนเข้าใช้งานทุกคนต้องลงทะเบียน รู้ชื่อนามสกุลจริง ผ่าน ThaiD  4.ลงทะเบียนแล้วได้บัญชีผู้ใช้ ไม่ได้ตรวจสอบอีก เปิดช่องขายต่อได้ตามสะดวก 5.ใน TOR ระบุว่าต้องเห็นทุกการค้นหาเป็นรายบุคคล ใครดูอะไรเห็นหมด

6.แปลว่าใครขายต่อ น่าจะต้องรับผิดชอบ ถ้าเขาเอาไปทำอะไรไม่ดี 7.AI ที่ว่า อยู่ในรูปแบบแชต ไม่ได้มี API Key ให้ใครเอาไปใช้ 8.หรือแปลเป็นภาษาง่ายๆ ว่า ไม่มี API Key เอาไปพัฒนาต่อกับอะไรไม่ได้ 9.ผู้ชี้แจงใน กมธ. ยืนยัน อยากใช้ต้องได้ใช้ไม่จำกัดโทเคน 10.ที่ปรึกษา กมธ. ก็ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ โทเคนคือของมีค่า เขาซื้อกันแพง 11.ผู้ชี้แจงบอกการจัดการโทเคนยังมีปัญหา แต่ประมูลได้ผู้ชนะมาได้ไง 12.ไม่มีรายละเอียดจำนวนโทเคนในส่วน 1,500 ล้าน แต่บอกว่าดีแน่นอน 13.รองโฆษกรัฐบาลบอกเป็นการซื้อโครงสร้างพื้นฐาน 14.แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ว่า คือเช่าใช้แบบใช้แล้วหมดไปหลังหนึ่งปี

15.รมต. ยืนยัน AI สำคัญเรารอไม่ได้แล้ว ต้องเร็วกว่านี้ เลยซัดโครงการนี้ช่วงปีใหม่ ช่วงเป็น รมต.รักษาการหลังยุบสภา 16.พวกเราก็ยืนยันเวลามีจำกัด เห็นด้วยต้องรีบแต่ไม่ใช่มึนโครงการแบบนี้ 17.รมต. ยืนยันเราซื้อถูกกว่าสิงคโปร์ 20 เท่า รัฐบาลไทยเก่ง ลดได้ 95% 18.พวกเราอยากให้ รมต. ตั้งสติ แล้วคิดว่าเคยต่อราคาอะไรได้  95% มั้ย 19.กลุ่มที่รับงานโมโตจีพีที่บุรีรัมย์ ป้ายโฆษณากระทรวงแรงงาน โครงการ NDLP กระทรวงศึกษา ป้ายโฆษณาชุดใหญ่ อว. แฟร์ ที่แถมให้แม้กระทั่งงานจบไปแล้วป้ายยังอยู่เต็มเมืองกระทรวงเหล่านี้มีอะไรร่วมกัน ทำไมมันมีความบังเอิญพลัสขนาดนี้ แถมอีกนิด ยุบสภา 11 ธ.ค. 68 โครงการนี้ลุยตอนเป็นรัฐบาลรักษาการ แถมเปิดช่วงปีใหม่ ทิ้งทวนก่อนเลือกตั้ง จะสังเกตได้ว่าเงียบกริบ เพิ่งมาโผล่ตอนนี้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีใครไม่เห็นด้วยให้ใช้เทคโนโลยี AI มันดีอยู่แล้วไม่มีใครเถียง ไม่ต้องเบี่ยงประเด็น ไอ้ที่ต้องตอบแล้วบอกไม่เกี่ยวคือ ทำไมโครงการมันล็อกสเปกแปลกๆ แถมไม่ใช่แค่กระทรวงเดียว มันไปทุกกระทรวงสีน้ำเงินของอดีต รมต. สีน้ำเงิน สามกระทรวง วางโครงการเกินหมื่นล้าน จะมาบอกไม่เกี่ยวคงไม่ได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของท่านเต็มๆ คำตอบที่ต้องตอบชัดๆ ตอนนี้คือมีอีกกี่โครงการที่เป็นแบบนี้ แล้วจะทำให้โปร่งใสขึ้นได้อย่างไร 19 ข้อนี้ ถือเป็น 95% ของคำถาม ส่วนที่เหลืออยากให้ทุกคนรอติดตามและช่วยกันตั้งคำถาม ว่าบ้านเมืองของเรามีโครงการแบบนี้อีกกี่โครงการ

ต่อมานายธีรชาติ โพสต์ข้อความอีกว่า สรุปรายละเอียด TH AI Passport: โครงการ TOR เหมาเข่ง จากการติดตามการอภิปรายและเจาะลึกเอกสารโครงการพัฒนาและให้บริการ Generative AI สำหรับประชาชน 5 ล้านคน (มูลค่า 1,600 ล้านบาท) สามารถสรุปความผิดปกติของการนำงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญต่างขั้วมามัดรวมกัน (Bundling) ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงและข้อสงสัยในหลายมิติ ดังนี้ 1.ความขัดแย้งเชิงเศรษฐศาสตร์และ KPI ที่พาไปสู่หายนะ (Incentive Misalignment) นี่คือความผิดพลาดระดับสถาปัตยกรรมของโครงการ เมื่อเป้าหมายย่อยขัดแย้งกันเองจนกลายเป็นระเบิดเวลา

ภาพลวงตาของคำว่า “Pro” ในสภาเถียงกันเรื่องต้องใช้ AI ระดับ Pro แต่ในความเป็นจริง “Pro” เป็นเพียง Naming Convention ของแพ็กเกจ (Professional Tier) ไม่ใช่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพโมเดลเสมอไป การระบุสเปกว่าต้องจัดหา AI ระดับท็อป 8 ค่าย โดยไม่ระบุ “ปริมาณ (Volume/Throughput)” ที่ชัดเจน ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่

ต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ หากประชาชน 5 ล้านคนเข้ามาใช้งานแบบ “ระเบิดเถิดเทิง” โควตา Token ย่อมหมดอย่างรวดเร็ว ในมุมของผู้รับเหมา เพื่อคุมต้นทุนให้ได้กำไรสูงสุด (หรือขาดทุนน้อยสุด) ย่อมมีแรงจูงใจที่จะบีบให้ผู้ใช้ไปใช้โมเดลตัวถูกๆ และกั๊กการเข้าถึงโมเดลตัวท็อปไว้

ความไม่ละเอียดของ TOR คือ การไม่ระบุเงื่อนไขข้อจำกัด (constraint) ในการให้บริการ (service level) เอาไว้เลย แปลว่าผู้ให้บริการน่าจะเลือกสัดส่วนได้ตามใจตัวเอง แต่ดูเหมือนเจ้าของโครงการจะบอกว่า ถ้าผู้ใช้อยากใช้โมเดลอะไรต้องได้ใช้ นับดูเป็นความขัดแย้งที่ชัดเจนว่า option อยู่ในมือผู้ให้บริการ หรือผู้ใช้กันแน่ ที่ควรจะเป็นมากกว่า คือ การกำหนด TOR ในลักษณะการจ่ายการใช้ตามจริง และจ่ายตรงให้กับผู้ให้บริการ AI มากกว่า แต่มีการ cap เอาไว้

ความสำเร็จคือความล้มเหลว (The PR Paradox) เมื่อกลับมามองที่งานประชาสัมพันธ์ (PR) หากทำการตลาดได้ผลดีเยี่ยม คนแห่มาใช้ครบ 5 ล้านคน ระบบจะล่มและงบ Token จะบานปลายมหาศาล ในทางกลับกัน หาก PR ล้มเหลว คนใช้น้อย ผู้รับเหมาจะประหยัดงบและยิ้มรับกำไร นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม TOR ถึง ไม่กำหนด KPI เป็นความสำเร็จ (Outcome) แต่กำหนดแค่ว่าต้องไปขึ้นป้ายกี่จอ (Output) เพราะถ้า PR สำเร็จจริง โครงการจะไม่ค่อยได้กำไร หรือขาดทุนเสียด้วย

2.ความประหลาดของการจัดสเปก “เหมาเข่ง” (Vendor Lock-in) การรวมงานจับแพะชนแกะ ทำให้เกิดคำถามเรื่องการล็อกสเปกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล็อกเป้าป้ายโฆษณา แทนที่จะวัดผล PR ด้วยยอด Engagement กลับล็อกสเปกชัดเจนว่าต้องมี “จอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา รวม 6,000 จุด” ซึ่งในประเทศนี้มีผู้ให้บริการที่มีขุมข่ายระดับนี้เพียงเจ้าเดียว และบังเอิญเป็นผู้ชนะการประมูล

Call Center 4 ที่นั่ง กับคน 5 ล้านคน การตั้ง Capacity สำหรับ Helpdesk รองรับประชาชน 5 ล้านคน ไว้เพียง 4 ที่นั่ง (ใช้คนหมุนเวียน 12 คนตลอด 24 ชม.) รับเคสได้แค่วันละ 100 เคส ไม่ต้องคำนวณก็เดาได้ว่า ไม่พอมั้ย

ระบบคอขวดที่ ThaID การสร้างระบบลงทะเบียนที่ต้องรองรับคนมหาศาล โดยผูกติดกับการยืนยันตัวตนผ่าน ThaID ซึ่งมีประวัติความไม่เสถียรเมื่อเจอโหลดหนักๆ เป็นความเสี่ยงที่ยังไม่มีแผนสำรองที่ชัดเจน

ทัวร์ดูงานบริษัท AI การใส่เงื่อนไขให้ผู้ชนะประมูลออกค่าใช้จ่ายพากรรมการ 10 ท่านไป “ดูสถานที่ปฏิบัติงานจริง” ของบริษัทเจ้าของ AI เป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวอย่างยิ่งในการจัดซื้อไลเซนส์ซอฟต์แวร์ระดับโลก แล้วจะไปดูทำไม ทุกอย่างเป็น software ไม่ใช่โรงงาน

3.หลุมดำด้านธรรมาภิบาลและเส้นทางงบประมาณ โครงการนี้มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในเชิงการตรวจสอบ

โครงการปัดฝุ่น โครงการลักษณะนี้เคยถูกเสนอโดยสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อของบจากกระทรวง อว. ในสเกล 1,500 ล้านบาท สำหรับคน 1.5 ล้านคน แต่ถูกปัดตกไป คำถามคือ ทำไมถึงถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ ขอผ่านกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ (DE Fund) และได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว?

หนีการตรวจสอบ (Integrity Pact Evasion)? เนื่องจากเป็นการของบประมาณผ่าน DE Fund โครงการมูลค่ามหาศาลนี้จึงไม่เข้าเกณฑ์ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ทำให้ขาดกลไกผู้สังเกตการณ์อิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบความโปร่งใส

ความถูกกฎหมาย vs. ความสมเหตุสมผล แม้กระบวนการทางเอกสารอาจ “ทำถูกระเบียบ” (Compliance) แต่ในเชิงพฤติการณ์ การรวมศูนย์ผูกขาดและการล็อกสเปกลักษณะนี้ ป.ป.ช. และ สตง. มองว่าเป็นความปกติของรัฐราชการไทยจริงๆ หรือไม่

ป.ล. บทสรุปจากชื่อโครงการ ชื่อโครงการ “TH AI Passport” นั้นตั้งมาได้เยี่ยมมากครับ เพราะมันสื่อความหมายได้ตรงตัวที่สุดว่า หากตัด “AI” ออกไป THAI ก็จะเหลือเพียงแค่ “TH” เป็นการย้ำเตือนตัวย่อระดับประเทศว่า ประเทศไทยขาด “ปัญญาประดิษฐ์” (ในการออกแบบโครงการ) ไม่ได้จริงๆ ครับ