เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ซอยรัชดาภิเษก 7 นายชวน หลีกภัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์หลังการลงพื้นที่หาเสียง ถึงคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า หากพูดถึงกรณีของจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น ตนยังมองว่า สส.ระบบบัญชีรายชื่อของเราคงดีขึ้น แต่กรณี สส.เขตยังยาก และไม่แน่นอน เพราะผู้สมัคร สส.ของเราเป็นคนใหม่ ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ได้แค่ 25 คน เป็นบัญชีรายชื่อ 3 คน เขตอีก 22 คน ตอนนี้เหลือแค่ 8 คน เพราะฉะนั้นถือว่าฐานเดิมมีน้อย ดังนั้นการได้มาใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็คิดว่าพอจะมีโอกาส
เมื่อถามว่าการหาเสียงผ่านมา 10 วันแล้ว แต่บรรยากาศอาจไม่ได้คึกคักเท่าที่ควร นายชวน กล่าวว่า ต้องรอให้การเลือกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ ผ่านพ้นไปก่อน แล้วจะไม่มีความสับสน รวมถึงไม่มีปัญหาการจดจำเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่อย่าลืมว่าบางพรรคไม่ได้สนใจการหาเสียง เพราะเขาจ่ายเงินไปแล้ว ซึ่งการใช้เงินยังคงรุนแรง ขณะที่ตนพยายามปลุกระดมให้ประชาชนต่อต้านเรื่องนี้ พยายามบอกให้ตัดวงจรอุบาทว์ หากพูดง่ายๆ ก็คือหาเสียงด้วยการซื้อเสียง ชนะเป็นรัฐบาล โกงเอาเงินมาซื้อเสียง เวียนอยู่อย่างนี้ ถ้าสามารถตัดวงจรนี้ได้ก็จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้น
เมื่อถามถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ว่า มีการซื้อ สส.โหวตให้ “อ.” เป็นนายกรัฐมนตรีล่วงหน้าแล้ว นายชวน กล่าวว่า ได้ยินนายนิพิฏฐ์ เล่าให้ฟัง ว่ามีคนเสนอทำนองนี้ แต่เริ่มต้นจากใครนั้น เราก็ไม่ทราบ ก็คงไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับก่อนเลือกตั้ง เพราะก่อนเลือกตั้งก็ต้องพยายามช่วย ดีใจที่สื่อมวลชนได้มาร่วมกันต่อต้านพฤติกรรมการซื้อเสียง เพราะอะไรหลายอย่างก็จะมาสะดุดกับเรื่องแบบนี้ เช่น กรณีตำรวจเรียกรับส่วย หรือการโยกย้ายฝ่ายปกครอง ซึ่งเวลานี้ก็ยังมีการโยกย้ายข้าราชการอยู่ อย่างเช่น ที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยนักการเมือง ตรงนี้ก็ต้องเตือน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ต้องระวัง ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดไปด้วย ดังนั้นถ้าเราดำเนินการสกัดกั้นวงจรอุบาทว์ก็จะทำให้การเมืองดีขึ้น
นายชวน กล่าวอีกว่า ถ้าการเมืองดี ข้าราชการก็จะดี แต่ถ้านักการเมืองทุจริตก็จะตั้งข้าราชการทุจริตมาเป็นผู้บริหาร จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าคุณภาพของข้าราชการลดต่ำลงหรือไม่ แต่คนขึ้นมามีตำแหน่งมาจากที่นักการเมืองตั้ง ถ้าข้าราชการไม่รับใช้นักการเมือง เขาก็ไม่ตั้ง เลยทำให้คนที่มีคุณภาพไม่มีโอกาสขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เพราะฝ่ายการเมืองเป็นคนคุมนโยบาย แต่คนปฏิบัติคือเจ้าหน้าที่ ถ้าเราได้คนคุณภาพมาแก้ปัญหาบ้านเมืองก็จะทำให้ปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าได้คนที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม แต่ไปหาผลประโยชน์ให้ฝ่ายการเมือง ก็จะไม่ใช่ผู้แก้ปัญหา แต่เป็นผู้สร้างปัญหาให้ประชาชน
“ถ้าเราได้นักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตมาบริหารบ้านเมือง งบประมาณจะไม่ตกหล่น แต่ถ้าได้นักการเมืองที่มีผลประโยชน์ มีธุรกิจส่วนตัวเราจะมีปัญหา ภาษีที่พี่น้องเสียไป ก็จะตกมาไม่ถึงชาวบ้านเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราจึงต้องพยายามหาทางสกัดกั้น และเราต้องการรัฐบาลในอนาคตที่ยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่เลือกปฏิบัติกับประชาชน นี่คือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 90 กว่าปี มีความก้าวหน้าไปหลายด้าน แต่ด้านการเมืองในระบบที่ยึดหลักนิติธรรมยังเป็นปัญหา” นายชวน กล่าว



