เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ห้องพิจารณาคดี 611 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นางอังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วยนายสุรชัย ตรงงาม ทนายความ เดินทางเข้ารับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่นางอังคณา และ น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ อดีตอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และ กองทัพบก กรณีจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน กล่าวหานักปกป้องสิทธิมนุษยชนผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com โดยศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาเมื่อเวลา 09.35 น.จนเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 11.00 น.

ภายหลังฟังคำพิพากษานายสุรชัย ให้สัมภาษณ์ว่า คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กรณีได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ (IO) ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยศาลรับฟังพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งข้อมูลจากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ รวมถึงคำให้การของพยานบุคคล อาทิ ข้อมูลจาก น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในขณะที่มีการฟ้องคดี และข้อมูลของนายรอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งยืนยันถึงการมีอยู่ของปฏิบัติการไอโอ และพบความเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ศาลจึงวินิจฉัยว่า เมื่อมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐ สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะต้นสังกัดต้องร่วมรับผิดในฐานะการกระทำละเมิด และมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่นางอังคณา จำนวน 1.2 แสนบาท และ น.ส.อัญชนา จำนวน 9 แสนบาท พร้อมสั่งให้ลบข้อมูลที่ละเมิดสิทธิทั้งหมดออกจากเว็บไซต์ดังกล่าว 

นายสุรชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาตามคำขอให้หน่วยงานของรัฐออกมาขอโทษหรือเผยแพร่คำขอโทษผ่านสื่อสาธารณะ โดยถือเป็นดุลพินิจของศาลนอกจากนี้ ศาลยังออกคำบังคับให้สำนักนายกรัฐมนตรีชำระค่าเสียหายภายใน 30 วัน และดำเนินการลบข้อมูลที่ละเมิดสิทธิภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

“คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษาชัดเจนเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีอยู่จริง และถูกใช้เพื่อด้อยค่า ละเมิดสิทธิ และสร้างความเสียหายต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” นายสุรชัยกล่าวและว่า บรรทัดฐานสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นแล้ว ถือเป็นการละเมิดที่ไม่อาจยอมรับได้ และหากก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิได้รับการเยียวยา ทั้งในรูปแบบการชดใช้ค่าเสียหายและการลบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบ

นายสุรชัย กล่าวว่า แม้คดีนี้จะเป็นคดีแพ่งและสามารถยื่นฎีกาได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาก่อน โดยจะต้องเป็นประเด็นข้อกฎหมายสำคัญตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งตนเห็นว่าคดีนี้ไม่น่าเข้าเกณฑ์ดังกล่าว จึงมีแนวโน้มสูงที่จะสิ้นสุดลงในชั้นศาลอุทธรณ์

“เราค่อนข้างมั่นใจว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีสิทธิยื่นขอฎีกาได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่น่าที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัย ดังนั้นสิ่งที่เราจะดำเนินการต่อคือการติดตามการชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษา และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนักปกป้องสิทธิในลักษณะเช่นนี้อีก” นายสุรชัย กล่าว

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า คำพิพากษาได้วางหลักสำคัญว่า แม้จะไม่มีหลักฐานทางเทคนิคหรือหลักฐานคอมพิวเตอร์ที่ชัดเจน หากพยานแวดล้อมและพยานหลักฐานอื่นสามารถเชื่อมโยงถึงหน่วยงานของรัฐได้ รัฐก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว ผู้กระทำความผิดมักไม่เปิดเผยข้อมูลหรือทิ้งหลักฐานโดยตรงไว้ แต่หลักการสำคัญคืออาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอยเสมอ พยานแวดล้อมจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้ นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันสถานะของนางอังคณาและ น.ส.อัญชนา ในฐานะ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการและมาตรฐานสากลด้านการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเห็นว่ารัฐมีหน้าที่ต้องกำหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

ด้านนางอังคณา กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณศาลอุทธรณ์และกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรม เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนเองตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไอโอ ถูกนำข้อมูลไปใช้ในการด้อยค่าและคุกคามทางเพศอยู่เป็นประจำ คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะหากแม้แต่คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่นยังถูกละเมิดโดยไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบหรือยับยั้งได้ การกระทำเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นต่อไปไม่รู้จบ ทั้งนี้ยังเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้มีการยื่นฎีกาคดีนี้ เพื่อให้คดีสิ้นสุดในชั้นศาลอุทธรณ์

“เจตนาของการฟ้องร้องไม่ได้ต้องการประจานหน่วยงานรัฐ หรือเรียกร้องทรัพย์สินเงินทอง แต่ต้องการการเยียวยา การฟื้นคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องการให้ยุติการทำไอโอหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ลดทอนศักดิ์ศรีและละเมิดสิทธิมนุษยชน” นางอังคณา กล่าว

นางอังคณา กล่าวต่อว่า คดีนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญให้ผู้ที่ใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อด้อยค่าผู้อื่นตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และช่วยลดการละเมิดสิทธิผ่านช่องทางออนไลน์ในอนาคต และย้ำด้วยว่ารัฐไม่ควรมองนักสิทธิมนุษยชนเป็นศัตรูแต่ควรเคารพในหน้าที่ของกันและกัน เว็บไซต์ที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้มีลักษณะเป็นพื้นที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะเดียวกันก็เผยแพร่ข้อมูลที่มุ่งด้อยค่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน ก่อนถูกนำไปขยายผลผ่านเครือข่ายสื่อและเพจต่าง ๆ จนก่อให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง

“ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ไอโอไม่ได้ดีขึ้น กลับยิ่งถดถอย เห็นได้จากกรณีของคุณฐปนีย์ เอียดศรีไชย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกหลายคนที่ถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง หากศาลไม่ออกมาคุ้มครอง คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐก็จะตกเป็นเหยื่อของกระบวนการเช่นนี้ไม่สิ้นสุด” นางอังคณา กล่าว

ด้าน น.ส.อัญชนา กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาคดีจนได้รับความยุติธรรม และขอขอบคุณทีมทนายความ รวมถึงองค์กร Protection International (PI) ที่ร่วมต่อสู้คดีนี้มาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี ตลอดระยะเวลาการต่อสู้คดีที่ผ่านมา ไม่เคยรู้สึกย่อท้อ แม้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอจะเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง และในช่วงแรกแทบไม่เชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงการมีอยู่จริงของกระบวนการดังกล่าวได้ หวังว่าคำพิพากษานี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานด้านความมั่นคง และทำให้หน่วยงานของรัฐตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อผู้ที่ถูกกระทำ  

ด้าน น.ส.ปรานม สมวงศ์ ผู้แทนองค์กร Protection International (PI) กล่าวว่ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสังคม คำพิพากษาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่สามารถใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอเป็นเครื่องมือในการโจมตี ลดทอนความน่าเชื่อถือ หรือขัดขวางการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้อีกต่อไป ทั้งนี้คำพิพากษาโดยรวมถือเป็นชัยชนะสำคัญของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสองคน และเป็นชัยชนะของหลักการสิทธิมนุษยชนที่ยืนยันว่า ผู้ที่ถูกละเมิดสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของตนเองได้

“สิ่งที่สำคัญมากในคำพิพากษาครั้งนี้คือ ศาลได้กล่าวถึงและยอมรับสถานะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากต้องเผชิญกับการคุกคาม การโจมตี และความพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือจากหน่วยงานรัฐหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับรัฐ” น.ส.ปรานม กล่าว