ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอเมริกาใต้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารขั้นเด็ดขาดในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2569 จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา และนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยา มาดำเนินคดีในสหรัฐ ฐานค้ายาเสพติดและก่อการร้าย

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ยังเป็นการประกาศฟื้นคืนชีพ “ลัทธิมอนโร” (Monroe Doctrine) อย่างเป็นทางการ ในรูปแบบที่แข็งกร้าวและซับซ้อนกว่าเดิม จนมีการเรียกขานเป็นชื่อ “ลัทธิดอนโร” (Donroe Doctrine) ตามชื่อผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน

ลัทธิมอนโรมาจากแนวคิดของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ในถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรส เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2366 ในช่วงเวลานั้น สหรัฐกำลังเผชิญกับความกังวลว่ามหาอำนาจในยุโรป จะพยายามเข้ามาทวงคืนอาณานิคมในอเมริกาใต้ ที่เพิ่งประกาศอิสรภาพจากสเปน หลักการสำคัญของลัทธินี้ประกอบด้วยสามเสาหลัก คือ การแบ่งแยกเขตอิทธิพลระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ การห้ามเข้ามายึดครองอาณานิคมเพิ่มเติม และการไม่แทรกแซงกิจการระหว่างกัน

ในช่วงแรก ลัทธิมอนโรเป็นเพียงคำประกาศเชิงสัญลักษณ์ที่ขาดแคลนกำลังทางทหารในการบังคับใช้จริง สหรัฐในขณะนั้นต้องพึ่งพากองทัพเรืออังกฤษในการสกัดกั้นมหาอำนาจยุโรปอื่น ๆ เนื่องจากสหราชอาณาจักรเองก็มีผลประโยชน์ทางการค้ากับลาตินอเมริกาและไม่ต้องการให้สเปนกลับมามีอำนาจเหนือภูมิภาคแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อสหรัฐขยายอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ลัทธิมอนโรกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับการขยายดินแดนตามแนวคิด “โชคลิขิต” (Manifest Destiny)

วิวัฒนาการสำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2447 เมื่อประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ ประกาศ “บทขยายรูสเวลต์” ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของสหรัฐ จาก “ผู้เฝ้าระวัง” มาเป็น “ตำรวจโลก” ในภูมิภาคแห่งนี้ การประกาศดังกล่าวเป็นผลมาจากวิกฤติการณ์เวเนซุเอลา ระหว่างปี 2445-2446 ที่มหาอำนาจยุโรปใช้กำลังปิดล้อมท่าเรือเพื่อทวงหนี้

รูสเวลต์กล่าวว่าหากประเทศแห่งใดก็ตามในลาตินอเมริกาไร้ความสามารถ ในการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยหรือชำระหนี้ สหรัฐจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุโรปใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ามามีอิทธิพล หลักการนี้ได้กลายเป็นรากฐานของการแทรกแซงทางทหารในคิวบา นิการากัว เฮติ และสาธารณรัฐโดมินิกันในเวลาต่อมา

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐเปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร ส่งหน่วยรบพิเศษเข้าควบคุมตัวมาดูโรและภริยา แล้วนำตัวทั้งสองคนเดินทางมายังสหรัฐเพื่อขึ้นศาล ปฏิบัติการครั้งนี้มีการใช้กำลังทางอากาศครั้งใหญ่ เพื่อทำลายฐานยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพและค่ายทหาร

ทรัมป์อ้างสิทธิและความชอบธรรมของปฏิบัติการนี้ ว่าเป็นไปตามลัทธิดอนโร ซึ่งเป็นการปรับปรุงลัทธิมอนโรให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่า “อำนาจนำของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป” นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงแค่การขับไล่ผู้นำ แต่ยังเป็นการประกาศเขตอิทธิพลที่ชัดเจนเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีนและรัสเซีย

สมุดปกขาวของสหรัฐ ว่าด้วยยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2568 ระบุไว้ชัดเจน ว่าสหรัฐจะเข้าแทรกแซงในกรณีที่มีภัยคุกคามจากภายนอกภูมิภาค หรือสถานการณ์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงภายในของสหรัฐ เช่น ปัญหายาเสพติดและการอพยพ แนวคิดนี้สะท้อนถึงการกลับไปสู่ยุค “นโยบายไม้กระบอง” ของรูสเวลต์ แต่มีการเพิ่มมิติเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปด้วย

เวเนซุเอลาเป็นประเทศซึ่งมีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก อยู่ที่ราว 303,000 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของปริมาณสำรองทั่วโลก ในการแถลงข่าวหลังการจับกุมมาดูโร ทรัมป์เน้นย้ำถึงความสำคัญของน้ำมันเวเนซุเอลา โดยสหรัฐจะเข้าไปควบคุมและบริหารจัดการแหล่งน้ำมันเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะถูกใช้เพื่อประโยชน์ของชาวเวเนซุเอลา “และผลประโยชน์ของสหรัฐ”

ปฏิบัติการครั้งนี้แม้มี “น้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อน” แต่ใช่เพียงแค่เป้าหมายสุดท้าย การควบคุมอุปทานน้ำมันของเวเนซุเอลาจะช่วยให้สหรัฐสามารถจัดการกับวิกฤติพลังงานและเงินเฟ้อภายในประเทศ พร้อมทั้งตัดช่องทางการหารายได้ของจีนและรัสเซียที่ทำสัญญาพลังงานระยะยาวกับรัฐบาลมาดูโร นอกจากน้ำมัน สหรัฐยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของแร่ธาตุทางยุทธศาสตร์อื่น ๆ เช่น ทองคำและแร่เหล็ก ด้วย

ลัทธิมอนโรในปี 2569 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันเรียกว่า ลัทธิดอนโร ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีในตำราประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่มันคือความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแสนยานุภาพทางทหารและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลาเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ ที่มหาอำนาจกลับมาแบ่งขั้วอำนาจและเขตอิทธิพลอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระเบียบโลกในทุกมิติต่อไปในอนาคต การติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศเดียว แต่คือการเฝ้ามองพลวัตของอำนาจโลกที่กำลังจัดระเบียบใหม่ ภายใต้เงาของลัทธิอิทธิพลเก่าแก่กว่า 200 ปี.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : AFP