เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 69 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และปลัดกระทรวงฯ เกี่ยวกับการปล่อยให้บริษัทเอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
นายศุภชัย กล่าวว่า เมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2567 พบการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัทจากสิงคโปร์ในเครือของ นายเบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “เจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับโลก” โดยกระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ มีการส่งเรื่องสอบถามความเห็นจากกฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 25 มี.ค. 2567 และเพียงวันเดียวมีการลงนามทันที โดยมีนายประเสริฐร่วมเป็นสักขีพยาน
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ต่อมาในช่วงเดือน ม.ค.–ก.พ. 2568 บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส (TIDC Metaverse) ในเครือของนายเบน สมิธ ได้พยายามขออนุญาตดำเนินโครงการ World ID เพื่อเก็บข้อมูลสแกนม่านตาแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัลต่อหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดีอี (ETDA และ PDPC) ซึ่งในขณะนั้นหน่วยงานไม่อนุญาต เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 มิ.ย. 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตรวจพบว่ามีการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาประชาชนเพื่อแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไปแล้วกว่า 1,200,000 ราย ซึ่งปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีทราบตามลำดับชั้น แต่นายประเสริฐกลับเพิกเฉย ไม่สั่งระงับยับยั้งหรือตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้าหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.
“เรื่องนี้เคยมีบรรทัดฐานเดียวกับคดีจำนำข้าวที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ผมจึงขอเรียกร้องให้มีการสอบสวน และจะนำเรื่องนี้ไปร้องต่อดีเอสไอ และ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับนายประเสริฐ และปลัดกระทรวงดีอี ต่อไป” นายศุภชัย กล่าว.



