ประเด็นความเปราะบางของสถาบันครอบครัวในยุคแฟนคลับครองเมือง กลายเป็นเรื่องราวที่ช็อกความรู้สึกสังคมอีกครั้ง เมื่อชายเกาหลีวัย 40 ปีคนหนึ่ง ต้องตัดสินใจขอคำปรึกษาทางกฎหมายเพื่อยุติชีวิตสมรส หลังพบว่าภรรยาของตนเองถลำลึกเข้าสู่โลกของการเป็น “แฟนคลับสุดโต่ง” นานกว่า 2 ปี จนหลงลืมบทบาทความเป็นแม่ และทำลายรากฐานเศรษฐกิจของครอบครัวจนย่อยยับ เรื่องราวที่ดูเหมือนงานอดิเรกเพื่อคลายเครียดกลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อภรรยาปล่อยให้ลูกสาววัย 10 ขวบ ต้องนั่งรอที่ร้านสะดวกซื้อเพียงลำพังหลายครั้ง เพราะเธอมัวแต่ไปตามติ่งไอดอลชายจากรายการเซอร์ไววัลชื่อดังแดนกิมจิ จนไม่มีเวลาไปรับลูกที่รถโรงเรียน ซ้ำร้ายภายในบ้านที่เคยเป็นที่พักผ่อน กลับเต็มไปด้วยกองขยะจากอาหารเดลิเวอรี และกล่องสินค้าไอดอลที่พอกพูนจนแทบไม่มีที่เดิน แม้สามีจะพยายามเตือน แต่สถานการณ์กลับมีแต่ดิ่งลงเหว
จุดแตกหักที่รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อสามีพบความจริงอันน่าตกใจว่า ภรรยาได้แอบนำตราประทับส่วนตัวของเขาไปทำเรื่องกู้เงิน และเบิกเงินเกินบัญชีรวมกว่า 80 ล้านวอน (ประมาณ 2 ล้านบาท) เพียงเพื่อนำไปเช่าป้ายโฆษณาอวยพรวันเกิดให้ไอดอลที่สถานีรถไฟใต้ดินคังนัม และกว้านซื้ออัลบั้มเดียวกันกว่า 500 ชุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ลายเซ็นจากศิลปินที่เธอรัก แต่สิ่งที่ทำให้สามีหมดความรักและสิ้นหวังที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขหนี้สิน แต่คือท่าทีของภรรยาที่ไร้ซึ่งความสำนึกผิด เธอกลับตะโกนใส่สามีว่า เงินเหล่านั้นสามารถหาใหม่ได้ แต่ “อันดับ” ของนักร้องที่เป็นเหมือนน้องชายของเธอนั้นสำคัญกว่า พร้อมอ้างว่าไอดอลคนนี้คือผู้ที่ช่วยเยียวยาเธอจากโรคซึมเศร้า และเป็นเหตุผลที่ทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อ
ในแง่มุมของกฎหมาย ทนายความผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่เพียงรสนิยมส่วนตัวอีกต่อไป แต่ถือเป็น “เหตุผลร้ายแรงที่ทำให้การสมรสเป็นไปได้ยาก” เนื่องจากมีการละเลยหน้าที่ต่อบุตร และทำลายความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวอย่างรุนแรง โดยหนี้สินมหาศาลที่เกิดขึ้นจากการเปย์ศิลปินนั้น ถือเป็นหนี้ส่วนบุคคลที่สามีไม่ต้องร่วมรับผิดชอบในตอนแบ่งทรัพย์สิน อีกทั้งการแอบใช้ตราประทับของสามีไปกู้เงิน ยังเข้าข่ายความผิดอาญาฐาน “ปลอมแปลงเอกสารส่วนตัว” อีกด้วย กรณีนี้จึงเป็นภาพสะท้อนที่ฉุดให้สังคมต้องกลับมาทบทวนถึงเส้นแบ่งระหว่างความสุขส่วนตัว กับความรับผิดชอบต่อคนข้างหลัง ว่าหากความรักที่มีต่อ “คนในจอ” กลับกลายเป็นการทำลายชีวิต “คนในบ้าน” สิ่งนั้นยังควรเรียกว่าความสุขได้จริงหรือ?
ที่มาและภาพ : insight korea, Chatgpt



