จากกรณี นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงมีการสั่งลูกน้องซึ่งเป็นนายตำรวจเช่นเดียวกัน นำทองคำแท่งไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 246 บาท โดยมีมูลค่าในช่วงเวลานั้นประมาณ 10 ล้านบาท จริงเท็จหรือไม่อย่างไร และเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานกฎหมาย ปปง. หรือไม่ เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ยึดและอายัดทรัพย์ของกลุ่มคู่กรณีทั้งหมด นั้น
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 69 นายวิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนทางการเงิน และในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ปปง. กล่าวว่า ภายหลังรับเรื่องแล้วนั้น ปปง. จะมีขั้นตอนในการตรวจสอบก่อนว่าเรื่องดังกล่าวมีการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ หรือมีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้ ตามข้อมูลที่นายสนธิญา สวัสดี มายื่นคำร้อง เบื้องต้นมันจะเข้าข่ายตามมาตรา 3 อนุ 5 เรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ เราก็จะตรวจสอบต่อไปว่ามีการกระทำความผิดตามนี้หรือไม่ โดยหากมีการกระทำความผิดตามนี้จริง ก็ต้องดูต่อในเรื่องของทรัพย์สินว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ ถ้ามี ปปง. ก็สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ แต่ในกรณีนี้ หากมีการยึดและอายัดทรัพย์สิน ก็จะต้องตกเป็นของแผ่นดิน แต่อย่างไรก็ตาม เรายังมีข้อกฎหมายหนึ่งที่ ปปง. ต้องใช้พิจารณาควบคู่กัน คือ การดำเนินการกับทรัพย์สินนั้น หากเป็นกรณีที่มีการดำเนินการตามกฎหมายอื่นอยู่ เช่น พนักงานสอบสวนตำรวจสามารถยึดทรัพย์สินไว้เป็นของกลางในคดีอาญา หรือ ป.ป.ช. สามารถพิจารณายึดและอายัดทรัพย์สินได้ ฉะนั้น หากมีการดำเนินการโดยตำรวจ หรือ ป.ป.ช. ทาง ปปง. ก็จะไม่ดำเนินการซ้ำซ้อนกับทรัพย์สินดังกล่าว แต่หากกฎหมายดำเนินการแล้วไม่เป็นผล หรือไม่ก่อประโยชน์ต่อราชการ ทาง ปปง. จึงจะยินดีดำเนินการกับทรัพย์สินดังกล่าวต่อไป
รองโฆษกสำนักงาน ปปง. กล่าวอีกว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนตำรวจได้มีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายและสามารถตรวจยึดทองคำแท่งได้บางส่วน จะต้องส่งให้ ปปง. ด้วยหรือไม่นั้น ทองคำแท่งที่ตำรวจยึดได้นั้น สามารถเป็นของกลางในคดีอาญาได้ เพราะตำรวจยึดและอายัดมาจากข้อหาการให้สินบน ส่วนเจ้าของทองคำ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมการซื้อขายทองคำเหล่านั้นก็จะต้องเข้าไปชี้แจงกับตำรวจ หรือถ้าเรื่องนี้มีการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ทางเจ้าของทองคำแท่งก็ต้องเข้าไปชี้แจงกับ ป.ป.ช. ด้วยเช่นกัน
รองโฆษกสำนักงาน ปปง. กล่าวด้วยว่า หากถามว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ ปปง. จะเชิญอดีตรอง ผบ.ตร. และพวกรวม 6 รายมาสอบถามเรื่องการให้ทองคำแท่งระหว่างกัน และที่มาของทองคำแท่งนั้น ตนมองว่าในชั้นต้น เราจะให้หน่วยงานอื่นที่มีอำนาจตามกฎหมายได้ดำเนินการก่อน ส่วนหากดำเนินการไม่เป็นผล ปปง. จึงจะเข้ามาดำเนินการคู่ขนาน
รองโฆษกสำนักงาน ปปง. กล่าวถึงกรณีที่สำนวนการสอบสวนของตำรวจมีการกล่าวถึงแผนประทุษกรรมว่า ทองคำแท่ง 246 บาทนี้ มีการใช้กลุ่มนอมินีที่เป็นนักธุรกิจ อดีตเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ ไปกว้านซื้อทองคำนั้น ตามหลักโดยปกติแล้วหากซื้อทองคำเกิน 2 ล้านบาทจะต้องมีการรายงานธุรกรรมของผู้มีหน้าที่รายงาน ซึ่งก็คือร้านทองเอง โดยจะต้องรายงานมายัง ปปง. หรือในกรณีที่ยอดไม่ถึง 2 ล้านบาท เราจะเรียกกรณีนี้เหล่านี้ว่าธุรกรรมต้องสงสัย เพราะไม่มีการจำกัดยอด แต่ทางผู้มีหน้าที่รายงาน (ร้านทอง) ก็สามารถรายงานธุรกรรมมาที่ ปปง.ได้ เช่น กรณีคดีนี้ที่มีการซื้อขายทองคำโดยใช้นอมินี หรือใช้บุคคลอื่น หรือเข้ามาซื้อขายทองในเวลาเดียวกัน แบบนี้ก็รายงานธุรกรรมต้องสงสัยมายัง ปปง. ได้ด้วย แต่ในคดีนี้นั้น จะเคยมีการรายงานธุรกรรมอันผิดปกติต้องสงสัยเรื่องซื้อขายทองคำมายัง ปปง. หรือไม่ ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนตำรวจ และ ป.ป.ช. ที่จะนำข้อมูลส่งต่อมายัง ปปง. ตามขั้นตอน และหากมีความผิดปกติ มีพฤติการณ์กระทำความผิดจริง ปปง. จึงจะใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าไปดำเนินการกับทรัพย์สิน ทั้งการยึดและอายัดทรัพย์สินต่อไป.



