หลังจากที่ “กีฬาเดลินิวส์” ได้นำเสนอนโยบายที่เกี่ยวกับวงการ “กีฬา” ไทย ของ “พรรคประชาชน” ไปก่อนหน้านี้ คราวนี้เป็นทีของ “พรรคเพื่อไทย” บ้าง ที่ผลักดันให้นักกีฬาไทย ไปไกลถึงเวทีระดับโลก พร้อมต่อยอดนโยบาย “1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส” จากของเก่าที่พรรคเคยทำไว้ เมื่อราวๆ 20 ปีก่อน

“พรรคเพื่อไทย” ได้เสนอนโยบาย เพื่อ “กีฬา” ไทย หลักๆ โดยผ่านองค์กรที่ดูแลอย่าง THACCA (Thailand Creative Content Agency)
1.ยกระดับมวยไทย ไปมวยโลก จัดทัวร์นาเมนต์มวยไทยกระจายไปทั่วโลก เพื่อให้มวยไทยเป็นกีฬาที่ทั่วโลกเข้าถึงได้ง่าย
2.สร้างโอกาสใหม่ เพื่อฟุตบอลไทย ยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทย พัฒนาลีกเยาวชนและยุวชนทั่วประเทศ พาบอลไทยไปเวทีโลก
3.ดึงการแข่งขันกีฬาระดับโลก ดึงดูดให้การแข่งขันและการจัดประชุมเสวนากีฬาระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย
4.ยกระดับศักยภาพนักกีฬาไทย สร้างศูนย์ฝึกกีฬาที่โรงเรียนใกล้บ้านโดยผู้สอนมืออาชีพ และยกระดับสวัสดิการนักกีฬาอาชีพและขยายสู่นักกีฬาสมัครเล่น
5.1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจพลัส จับคู่รัฐวิสาหกิจที่มีกำไรและหน่วยงานรัฐ-เอกชนมาสนับสนุนสมาคมกีฬา
6.ยกเครื่องกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กองทุนสามารถสนับสนุนนักกีฬาไทยได้อย่างเต็มที่ และสนับสนุนให้นักกีฬาไทยไปแข่งขันในเวทีต่างประเทศ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายเพื่อ “การกีฬา” ไทย เพราะ THACCA จะมีกลไกให้คนในวงการกีฬาไทยเข้ามาช่วยกำหนดและผลักดันนโยบายที่ควรจะมี เพื่อให้การกีฬาไทยไปไกลกว่าที่เป็นอยู่
ซึ่ง “พรรคเพื่อไทย” ได้หยิบ 2 นโยบายหลักนำมาจำแนกให้เห็นภาพชัดนั่นคือ นโยบายเกี่ยวกับ “ฟุตบอลไทย” และ “1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส”
โดยนโยบาย “สร้างโอกาสใหม่ เพื่อฟุตบอลไทย” ทาง “พรรคเพื่อไทย” อธิบายว่า กีฬาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนในประเทศสามัคคีกัน และกีฬาที่ยอดนิยมที่สุด คงหนีไม่พ้นฟุตบอล ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนที่มากพอ ทั้งในแง่เงินทุนและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เพื่อสร้างนักฟุตบอลอาชีพ ผู้ตัดสินอาชีพ โค้ชอาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจและรากฐานสำคัญของกีฬาฟุตบอล
“พรรคเพื่อไทย” วางเป้าหมายให้ฟุตบอลไทย สามารถยกระดับให้เทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ ในขณะเดียวกันก็สร้างนักกีฬาฟุตบอล ให้ออกไปโลดเล่นในเวทีระดับโลก รวมถึงต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบ (Ecosystem) เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับนักกีฬา ตลอดจนผู้ตัดสิน ผู้ฝึกสอน นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

ซึ่งแนวทางการปฎิบัติ “พรรคเพื่อไทย” มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดลีกเยาวชนและยุวชนทั่วประเทศ หรือ ยูธ ลีก ที่คาดว่าจะมีนักกีฬาเข้าร่วม 10,000 คน จากจำนวน 400 ทีม จากสโมสรฟุตบอลต่างๆ สมาคมกีฬาจังหวัด ตั้งแต่รุ่น 13, 15, 17 และ 19 ปี ขณะที่นักกีฬาที่โชว์ฟอร์มอันโดดเด่น จะถูกคัดเลือกเข้า ไปอยู่ใน Talent Center เพื่อส่งเสริมโอกาสให้ไปฝึกซ้อมในต่างประเทศ เช่น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
ในเรื่องของการถ่ายทอดสด จะถ่ายทอดการแข่งขันในคู่สำคัญผ่านช่องทางทีวีของรัฐ รวมไปถึงช่องทางอื่นๆ เช่น เฟซบุ๊ก หรือยูทูบ สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ การเก็บข้อมูลของนักกีฬา “พรรคเพื่อไทย” จะให้ กกท. ของแต่ละจัวหวัดเก็บข้อมูล เพื่อเชื่อมต่อระหว่างนักฬากับสโมสรต่างๆ ทั้งในประเทศและระดับโลก
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ “พรรคเพื่อไทย” เล็งเห็นคือ การพัฒนาผู้ตัดสินและ การพัฒนาผู้ฝึกสอน เพื่อให้การตัดสินและการฝึกสอน ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ โดยกำหนดนโยบายจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ 200 ล้านบาท และงบประมาณจากภาคเอกชน 100 ล้านบาท
ส่วนนโยบาย ‘1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส’ สร้างโอกาสนักกีฬาไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีโลก “พรรคเพื่อไทย” มีแนวคิดที่จะต่อยอดจากโครงการ ‘1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ’ ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544-2549 ซึ่งโครงการนี้จะเป็นการมอบหมายให้กระทรวงการคลังกําหนดนโยบาย ให้รัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการดีหันมาสนับสนุนงบประมาณให้กีฬาสากลที่มีความหวังจะสร้างผลงานในการแข่งขันระดับนานาชาติ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
“พรรคเพื่อไทย” ย้ำว่า จะใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อการดำเนินงานที่โปร่งใสชัดเจน และมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยโครงการนี้ จะเป็นกระทรวงการคลังที่แต่งตั้งคณะกรรมการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีผู้อํานวยการสํานักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นเลขา มีคณะกรรมการประกอบด้วย ตัวแทนรัฐวิสาหกิจต่างๆ และผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)
ทั้งนี้ มีการมอบหมายให้สมาคมกีฬาต่างๆ ได้มอบแผนพัฒนากีฬาของตนเองมาที่คณะกรรมการโดยผ่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณา โดยหลักการพิจารณา ให้ความสําคัญกับกีฬาสากลที่สามารถหวังผลในการแข่งขันระดับโลก เช่น มหกรรมกีฬาโอลิมปิก กีฬาเอเชียนเกมส์ และซีเกมส์
นอกจากนี้ในบางรัฐวิสาหกิจที่มีขนาดใหญ่และผลประกอบการดี อาจจําเป็นต้องให้ “ดูแล” มากกว่า 1 สมาคมกีฬารวมทั้งมีการกำหนดเกณฑ์การตรวจสอบและวัดผลโครงการ
ทุกนโยบายที่กล่าวมา “พรรคเพื่อไทย” จะมีกรอบเวลาการทำงานภายใน 100 วัน หากได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมาย



