พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินของไทยเติบโตต่อเนื่อง เห็นได้จากปริมาณผู้โดยสาร 10 วันในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 กลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 แล้ว อยู่ที่ประมาณ 4.44 ล้านคน ขณะที่หลายสนามบินทุบสถิติใหม่ อาทิ ท่าอากาศยานอุดรธานี มีผู้โดยสารเกิน 2 ล้านคน และท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) มีผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 4.15 แสนคน สูงกว่าท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ที่มีประมาณ 4.13 แสนคน แต่ ทภก. ค่อนข้างแออัดมาก ซึ่งการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องแก้ด้านกายภาพ แต่ ทภก. มีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายเพิ่มเติมได้แล้ว มีทางวิ่ง (รันเวย์) เดียว และหลุมจอด ลานจอดเครื่องบินเต็ม ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินถูกจำกัดโดยอัตโนมัติ

พล.อ.อ.มนัท กล่าวต่อว่า ได้หารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ถึงการแก้ปัญหาความหนาแน่นของ ทภก. โดยขณะนี้มีเอกชนซึ่งมีที่ดินขนาดมากกว่า 500 ไร่ อยู่ติดกับ ทภก. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ ทภก. สนใจจะใช้พื้นที่ทำเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) จึงหารือกับ กพท. ซึ่ง กพท. ก็มองว่าที่ดินดังกล่าว สามารถนำมาใช้ในการสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่, ลานจอด และหลุมจอดอากาศยานได้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับรองอากาศยานของ ทภก. ได้ เบื้องต้นเอกชนมีความพร้อมในการลงทุน ขณะที่นายพิพัฒน์ ก็เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยให้นำรายละเอียด และผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกันในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีความชัดเจน

พล.อ.อ.มนัท กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ต้องพิจารณาข้อกฎหมาย และผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างเองทั้งหมด ไม่ประสงค์ขายที่ดิน ขณะที่ ทอท. จะเป็นผู้เช่า หากทำได้จริงที่ดินผืนนี้จะช่วยเพิ่มหลุมจอดเครื่องบินได้อีกประมาณ 50 หลุมจอด จากปัจจุบัน ทภก. มีประมาณ 46 หลุมจอด ส่งผลให้ขีดความสามารถในการรองรับอากาศยานของ ทภก. เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทันที ทั้งนี้หากการเจรจาระหว่าง ทอท. และเอกชนได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จะใช้เวลาเพียง 2 ปีในการก่อสร้าง ซึ่งรวดเร็วกว่าการสร้างท่าอากาศยานอันดามัน หรือท่าอากาศยานภูเก็ตแห่งที่ 2 ที่จะสร้างขึ้นที่ จ.พังงา คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าจะได้เริ่มก่อสร้าง

พล.อ.อ.มนัท กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กพท. จะเร่งผลักดันการยกเลิกข้อบังคับการกำหนดอายุอากาศยานที่นำเข้ามาใช้ประกอบกิจการการบินในประเทศไทยทุกประเภท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินของไทย แก้ปัญหาจัดหาเครื่องบินใหม่ กว่าจะได้รับต้องใช้เวลา 6-7 ปี คาดว่าจะสามารถเสนอให้ รมว.คมนาคม ลงนามได้ภายในเดือน ก.พ.2569 และมีผลบังคับใช้ทันที โดยจะส่งผลให้ผู้โดยสารมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น และค่าโดยสารจะถูกลง ทั้งนี้ข้อบังคับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดอายุของอากาศยานที่จะนำมาให้บริการฯ แบ่งเป็น อากาศยานที่ผู้ขอรับใบอนุญาตจะจัดหามา เพื่อใช้ประกอบกิจการสำหรับการรับขนคนโดยสารและสินค้า ต้องมีอายุไม่เกิน 16 ปี นับตั้งแต่วันผลิต, อากาศยานสำหรับการรับขนเฉพาะสินค้า มีอายุไม่เกิน 22 ปี และเฮลิคอปเตอร์ มีอายุไม่เกิน 5 ปี.



