สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ว่าจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เปิดเผยว่า เวเนซุเอลาจะส่งน้ำมันดิบให้แก่สหรัฐ 30-50 ล้านบาร์เรล โดยสหรัฐจะทำหน้าที่ขายน้ำมันเหล่านั้นในราคาตลาด และทรัมป์จะควบคุมการขาย รวมถึงจัดการรายได้ทั้งหมดเอง “เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ”
มีการวิเคราะห์ว่า ด้วยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งตอนนี้ขายกันอยู่ที่ประมาณ 56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น ปริมาณน้ำมันของเวเนซุเอลาซึ่งสหรัฐจะได้รับตามที่ทรัมป์ประกาศ อาจมีมูลค่าสูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 87,696 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วสหรัฐมีปริมาณการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องสูงถึงประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หมายความว่า น้ำมันที่ได้รับโอนจากเวเนซุเอลาในครั้งนี้ จึงมีปริมาณเทียบเท่ากับการใช้ภายในประเทศเพียงประมาณ 2 วันครึ่งเท่านั้น เรื่องนี้จึงน่าจะเป็นการหวังผลทางการเมืองมากกว่า
Trump says US to get oil worth up to $2.8bn from Venezuela https://t.co/Mw0UbO27e8
— Nikkei Asia (@NikkeiAsia) January 7, 2026
ขณะที่รัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลายังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ แม้เวเนซุเอลาจะเป็นประเทศซึ่งมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก แต่กลับมีความสามารถในการผลิตน้ำมันเฉลี่ยเพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับการผลิตเฉลี่ยต่อวันของสหรัฐอย่างมาก ซึ่งสหรัฐมียอดการผลิตสูงถึง 13.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว
ดังนั้น หมายความว่า เวเนซุเอลาต้องใช้เวลานานถึง 50 วัน ในการผลิตน้ำมันให้ได้ปริมาณตามที่ทรัมป์อ้าง และยังไม่มีความชัดเจนว่า เวเนซุเอลาจะสามารถเข้าถึงรายได้จากการขายน้ำมันดังกล่าวอย่างไร ซึ่งมีมูลค่าคิดเป็น 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี).
เครดิตภาพ : AFP



