สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ประท้วงในอิหร่าน ว่าอิหร่านกำลังเผชิญกับ “ปัญหาใหญ่” จากการเผชิญกับเหตุประท้วงครั้งใหญ่ซึ่งลุกลามไปทั่วประเทศ
President Trump: "Iran's in big trouble…if they start killing people like thy have in the past we will get involved. We will be hitting them very hard where it hurts and that doesn’t mean boots on the ground but it means hitting them very, very hard where it hurts." pic.twitter.com/WkLdp3UHWZ
— CSPAN (@cspan) January 9, 2026
ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า ประชาชนกำลังยึดครองพื้นที่ในบางเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และเตือนไปยังคณะผู้นำอิหร่าน ว่า “อย่ายิงประชาชน” แล้วย้ำเตือนอีกครั้ง ถึงคำขู่ใช้ปฏิบัติการทางทหาร แต่ยืนยันว่า จะไม่ใช่การส่งกำลังภาคพื้นดิน
จนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือว่าอิหร่านตัดขาดสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในประเทศมานานกว่า 24 ชั่วโมงแล้ว ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนอร์เวย์ เปิดเผยข้อมูลของตัวเอง ว่าการประท้วงซึ่งยืดเยื้อมานาน 2 สัปดาห์แล้ว หรือตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 ราย ในจำนวนนี้อย่างน้อย 9 ราย เป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และมีผู้ถูกจับกุมอีกมากกว่า 2,000 คน ถือเป็นความเสี่ยงของ “การกวาดล้างครั้งใหญ่”
FIRE AND FURY: Iran's anti-government protests have grown deadlier in day 13, with a reported death toll of 51 people, including 9 children, and hundreds more injured.
— Fox News (@FoxNews) January 9, 2026
President Trump says "Iran’s in big trouble" and the U.S. will respond forcefully if the regime resorts to mass… pic.twitter.com/ywLeJiPtDj
ขณะที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกถึงสถานการณ์ประท้วงในประเทศ ที่มีชนวนเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ว่า “มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจำนวนหนึ่ง” ซึ่งต้องการ “เอาอกเอาใจ” ผู้นำสหรัฐ ด้วยการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวอิหร่านจะสามารถเอาชนะ “ศัตรู” และขอเรียกร้องให้ทรัมป์ “กลับไปโฟกัสกับเรื่องภายในประเทศของตัวเองจะดีกว่า”.
เครดิตภาพ : REUTERS



