เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย เดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้นต่อเนื่องใน จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ชูนโยบายดันราคาเกษตร-ปศุสัตว์ เพิ่มโควตาฮัจญ์ เดินหน้าเจรจาคืนสันติสุข หนุนเมกะโปรเจกต์ฟื้นความเจริญ ‘ทวงคืนโอกาส 30 ปี’ เปิดประตูเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวยั่งยืน

ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและกระแสตอบรับจากพี่น้องประชาชนที่ดีมากเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมประกาศความมั่นใจว่า การเลือกตั้งปี 2569 พรรคจะได้ที่นั่งเพิ่ม และมั่นใจ นราธิวาสที่นั่งเพิ่ม “มากกว่า 2 เขต” และตั้งเป้าหมาย “ปักธงนราธิวาส ครบทั้งจังหวัด 5 เขต” 

ทั้งนี้ช่วงเช้า นายพิพัฒน์ พร้อมด้วย นายชลัฐ รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดตันหยงมัส  อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและช่วยผู้สมัคร สส.นราธิวาส หาเสียง โดยมีผู้สมัครร่วมลงพื้นที่ อาทิ นายมูฮำหมัด มามะ ผู้สมัครเขต 2 นายแวรุสลัน มะสาและ ผู้สมัครเขต 3 นายซาการียา สะอิ ผู้สมัครเขต 4 และนายนายมะสกรี สาและ ผู้สมัครเขต 5 เข้าร่วม พร้อมเดินเท้าพบปะพูดคุยรับฟังเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมาก

นายพิพัฒน์ กล่าวกับประชาชนว่า ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดูแลพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด แม้ระยะทางยาวไกล แต่ทีมผู้สมัครภูมิใจไทยทั้ง 14 จังหวัด มีความมุ่งมั่นที่จะดูแลรับใช้ประชาชนอย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่า “ความหวังจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่พี่น้องประชาชน” แต่มั่นใจว่า จ.นราธิวาส จะให้ความไว้วางใจมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และขอโอกาสให้ผู้แทนภูมิใจไทยเข้าไปทำหน้าที่ในสภาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

นายพิพัฒน์ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องเป็นอันดับแรก ชูนโยบาย ‘เกษตรบวกท่องเที่ยว’ ดันราคายาง-ปาล์ม-ลองกอง-ทุเรียน-มังคุด โดยเฉพาะพื้นที่ จ.นราธิวาส ที่มีศักยภาพด้านเกษตรกรรม ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ “ลองกองตันหยงมัส” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ อ.ระแงะ พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันให้ราคาลองกองหน้าสวนอยู่ที่ 50-60 บาทต่อกิโลกรัม และจะนำข้อเสนอไปหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ รวมถึงทีมเศรษฐกิจพรรค เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตรทั้งระบบในภาพรวมภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลองกอง ทุเรียน มังคุด และสินค้าเกษตรสำคัญอื่น ๆ

ในพื้นที่ตลาดตันหยงมัส ประชาชนจำนวนหนึ่งยังสะท้อนความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพและการค้าขายที่ซบเซา พร้อมเรียกร้องให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง ซึ่งนายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายต่อเนื่องที่พรรคทำจริงและทำได้ โดยเคยเดินหน้าแล้วแต่สะดุดเพราะการยุบสภา และย้ำว่าจะกลับมาผลักดันให้เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางยกระดับเศรษฐกิจชายแดนใต้ด้วยโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลักดัน นิคมอุตสาหกรรมจะนะ บนพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมฮาลาล เชื่อมโยงสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ในพื้นที่ให้มีตลาดรองรับ เพิ่มมูลค่าและสร้างงานในท้องถิ่น พร้อมแนวคิดใช้พื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ นำมาเลี้ยงวัว-แพะ และต่อยอดมูลสัตว์สู่พลังงานชีวมวล/ไบโอแก๊ส ช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน รวมถึงแนวทางให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และชุมชนรอบพื้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านพลังงาน

นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า ผลักดันแก้ปัญหาที่ดิน-การศึกษา-อาชีพเสริม ปักหมุดให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม โดยปัญหาที่ดินรกร้างหรือการครอบครองที่ดินที่ยังไม่ได้เอกสารสิทธิ ต้องมีผู้แทนเข้าไปต่อสู้ในสภา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประชาชน รวมถึงการยกระดับการศึกษาให้เยาวชนเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง และการสร้างอาชีพเสริมให้เกิดขึ้นจริงในชุมชน โดยเฉพาะแนวคิดนำที่ดินสาธารณะรกร้างกลับมาฟื้นฟูปลูกพืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์ สะเดาช้าง กระถินณรงค์ เพื่อนำไปต่อยอดด้านปศุสัตว์และพลังงาน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อีกทั้งวางนโยบาย การเพิ่มโควตาฮัจญ์-ลดค่าใช้จ่าย ย้ำความจำเป็นของพี่น้องมุสลิมภาคใต้ ซึ่งการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ว่า เป็นความจำเป็นสำคัญของพี่น้องชาวมุสลิม โดยได้หารือร่วมกับ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ เพื่อผลักดันให้มีการเพิ่มโควตาฮัจญ์ของไทยจากปีละ 12,000 คน พร้อมเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเชื่อว่า ซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มเพิ่มโควตาให้ไทย และรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้เป็นผล

นายพิพัฒน์ ระบุว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547 ส่วนหนึ่งมาจากความไม่เท่าเทียม จำเป็นต้องมีมาตรการที่ตอบโจทย์พื้นที่จริงมากขึ้น เพื่อให้ความสงบร่มเย็นก่อนปี 2547 กลับมา พร้อมประกาศชัดว่า ตนพร้อมเป็นคนกลางเพื่อเปิดเวทีการพูดคุยเจรจาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะหลายพื้นที่ในโลกสามารถคลี่คลายปัญหาได้ด้วยการเจรจา และเมื่อเกิดความสงบ จะนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเปิดประตูสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่โอกาสใหม่อย่างยั่งยืน

ส่วนในช่วงบ่าย นายพิพัฒน์ ได้เดินทางไปหาเสียง จ.ปัตตานี เพื่อขอคะแนนผู้สมัคร สส. ทั้ง 5 เขต พร้อมชูลองเลือกภูมิใจไทย ถ้าไม่เปลี่ยน รอบหน้าไม่ต้องเลือก

โดยเดินทางต่อไปยังหอประชุมโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย หาเสียง โดยมีนายชลัฐ รัชกิจประการ และนายธนกร วังบุญคงชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมลงพื้นที่ พร้อมขอให้ประชาชน “กาภูมิใจไทยให้ครบทั้ง 5 เขต” ปัตตานี นายบาฮารุดดีน​ ยูโซะ ผู้สมัครเขต 1 นายคอซีย์​ มามุ​ ผู้สมัครเขต 2 นายบูรฮันธ์​ สะเม๊าะ ผู้สมัครเขต 3 นายอริญชัย​ ซูสารอ ผู้สมัครเขต 4 นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ผู้สมัครเขต 5

และกาพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 เพื่อให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย และย้ำว่าลองเลือกภูมิใจไทย เพื่อพิสูจน์การเปลี่ยนแปลง หากอนาคตไม่ดีขึ้น รอบหน้าไม่ต้องเลือกก็ได้

นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นพลังศรัทธาของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน กระแสตอบรับดีเกินคาด และมั่นใจว่าภูมิใจไทยจะได้ที่นั่งเพิ่ม พร้อมขอโอกาสพี่น้องประชาชนร่วมกัน “ทวงคืนโอกาส 30 ปีที่หายไป” เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่มั่นคง เท่าเทียม และดีกว่าเดิมในทุกมิติ

จากนั้น นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ประกาศบนเวทีหาเสียง ที่ จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ว่าจะได้ผู้แทน สส. ของพรรคภูมิใจไทยยกทั้งจังหวัด ว่า หากตนพูดไปเดี๋ยวพรรคอื่นจะลำบากใจว่าจะยกจังหวัดหรือไม่ แต่ส่วนตัวมั่นใจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา จากปักธงได้ทุกจังหวัด 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมั่นใจ จ.ปัตตานี จะได้ยกทั้งจังหวัด ส่วน จ.นราธิวาส มั่นใจจะได้ สส. มากกว่า 2 คนจากเดิม ขณะที่จ.ยะลา ที่เดิมไม่มี สส. แม้แต่เขตเดียว แต่จากการลงพื้นที่ช่วงปีใหม่ มั่นใจจะปักธงได้มากกว่า 1 เขต

เมื่อถามถึงการเปิดเวทีปราศรัยในช่วงโค้งครั้งสุดท้าย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ให้ลงพื้นที่มาปราศรัย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยืนยันว่าส่วนตัวจะจัดเวทีปราศรัยให้ เพราะพี่น้องประชาชน กระจายทุกพื้นที่ชายแดนภาคใต้.