เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (หลังการรับสมัคร) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ใน กทม. โดยมีการกระจายการเก็บข้อมูลในกลุ่มเขตชั้นใน กลุ่มเขตชั้นกลาง กลุ่มเขตชั้นนอก จำนวนทั้งสิ้น 1,121 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6–9 ม.ค. 2569
นายสิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะออกไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ร้อยละ 89.3 ทราบว่า ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 มีการออกเสียงประชามติ ในประเด็นคำถาม ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยไปลงคะแนนเสียงแยกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในจุดเลือกตั้งเดียวกัน ร้อยละ 90.5 และคิดว่าจะตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดียวกันร้อยละ 64

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ อยากได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 28.4 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 25.3 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 20.3 อันดับสี่คือ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 13.3 และอันดับห้าคือ ผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 5.7 และอยากได้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีคุณสมบัติ อันดับแรกคือ ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 37.6 อันดับสองคือ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 32.2 อันดับสามคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 16.5 อันดับสี่คือ ผู้ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ เท่ากับผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 4.7 และอันดับห้าคือ ผู้ที่มีชื่อเสียง นักร้อง ศิลปิน ดารา ร้อยละ 4.3
ในส่วนของนโยบายที่อยากให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญ อันดับแรกคือ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 35.5 อันดับสองคือ ด้านสวัสดิการของรัฐ ร้อยละ 22.1 อันดับสามคือ ด้านการศึกษา ร้อยละ 9.6 อันดับสี่คือ ด้านสาธารณสุข ร้อยละ 7.8 และอันดับห้าคือ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 5.9

ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด อันดับแรกคือ ตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ 37.1 อันดับสองคือ นโยบายของพรรคการเมือง ร้อยละ 24 อันดับสามคือ พรรคการเมือง ร้อยละ 18.8 อันดับสี่คือ ไม่แน่ใจ / ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 13.4 อันดับห้าคือ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 6.7 และในส่วนของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ของพรรคการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ 65.5
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 29.9 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 21.1 อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 20.2 อันดับสี่คือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.1 อันดับห้าคือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.4 อันดับหกคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 3 อันดับเจ็ดคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.4 อันดับแปดคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.8 อันดับเก้าคือ พรรคโอกาสใหม่ ร้อยละ 1.6 และอันดับสิบคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.1
และตัดสินใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมือง อันดับแรกคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 31.8 อันดับสองคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 27.5 อันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 17.9 อันดับสี่คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 6.4 อันดับห้าคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 4.1 อันดับหกคือ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.8 อันดับเจ็ดคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 2.7 อันดับแปดคือ พรรคโอกาสใหม่ ร้อยละ 1.6 อันดับเก้าคือ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.5 และอันดับสิบคือ พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.1
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าบุคคลใดเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด อันดับแรกคือ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 28.8 อันดับสองคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 28.1 อันดับสามคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.7 อันดับสี่คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 5.6 อันดับห้าคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 4.5 อันดับหกคือ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 4.1 อันดับเจ็ดคือ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 3 อันดับแปดคือ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ร้อยละ 2.8 อันดับเก้าคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ร้อยละ 2.2 และอันดับสิบคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 1.3



