ประวัติศาสตร์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับเวเนซุเอลา มีลักษณะของความผันผวนในช่วงสงครามเย็นที่ยาวนาน ตามมาด้วยการกระชับมิตรภาพอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษที่ 21
ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ ได้รับการสถาปนาขึ้น เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2488 แต่ถูกตัดขาดอย่างกะทันหันในปี 2495 ในช่วงยุคเผด็จการของประธานาธิบดีมาร์กอส เปเรซ ฆิเมเนซ ผู้นำเวเนซุเอลาในเวลานั้น ภายหลังการจับกุมและเนรเทศสายลับโซเวียตที่ต้องสงสัย จนกระทั่งการก้าวขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เมื่อปี 2542 ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเปลี่ยนผ่านไปสู่ “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม”
ภายใต้การนำของชาเวซ เวเนซุเอลาพยายามสร้างความหลากหลายในการพึ่งพาระหว่างประเทศและท้าทายการครอบงำของสหรัฐ ผ่านการสร้าง “โลกขั้วอำนาจพหุภาคี” รัสเซียซึ่งพยายามทวงคืนสถานะระดับโลกภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน พบว่า รัฐบาลการากัสเป็นพันธมิตรที่ดีทั้งในแง่ของการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการส่งสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์
ความเป็นหุ้นส่วนนี้แข็งแกร่งขึ้นผ่านการหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลของยุทโธปกรณ์ทางทหารและการลงทุนด้านพลังงานของรัสเซีย โดยเฉพาะหลังจากปี 2548 เมื่อเวเนซุเอลาเริ่มเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ที่จัดหาจากตะวันตกเป็นทางเลือกของรัสเซีย
ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเวเนซุเอลา ได้รับแรงหนุนจากกรอบทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพากัน จากการที่หน่วยงานรัฐของรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอสเนฟต์ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ทุนและนายหน้าหลักให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่กำลังทรุดโทรมของเวเนซุเอลา ระหว่างปี 2549-2560 รัสเซียให้เงินกู้และวงเงินสินเชื่อแก่เวเนซุเอลารวมประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาดังกล่าว (ราว 533,884.72 ล้านบาท)
เงินทุนเหล่านี้มักถูกจัดโครงสร้างเป็นการชำระเงินล่วงหน้าสำหรับน้ำมัน ซึ่งเปลี่ยนการผลิตในอนาคตของเวเนซุเอลา ให้เป็นหลักประกันสำหรับหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อสหรัฐเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลา บทบาทของรัสเซียจึงเปลี่ยนจากการเป็นเพียงนักลงทุนไปสู่กลไกสำคัญในการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร ในปี 2563 รอสเนฟต์ถอนตัวออกจากการดำเนินงานในเวเนซุเอลาอย่างเป็นทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรแบบตติยภูมิโดยรัฐบาลวอชิงตัน
รอสเนฟต์โอนสินทรัพย์ไปยังหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่ชื่อ รอสซารูเบสเนฟต์ (Roszarubzhneft) ซึ่งช่วยให้รัฐบาลมอสโกยังคงสามารถรักษาอำนาจ ในการควบคุมการค้าน้ำมันของเวเนซุเอลาได้ถึง 80% ขณะเดียวกันก็ให้การคุ้มครองทางกฎหมายแก่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ภายในเวเนซุเอลา
ในมิติทางทหาร ความเป็นพันธมิตรทำหน้าที่สองประการ คือเป็นตลาดที่ทำกำไรให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย และทำให้รัฐบาลมอสโกมีเวทีสำหรับการขยายอำนาจภายในเขตอิทธิพลเดิมของสหรัฐ เวเนซุเอลาจึงกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดสำหรับอุปกรณ์กองทัพบกของรัสเซีย และเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงในทวีปอเมริกา
การมีอยู่ทางทหารของรัสเซียในเวเนซุเอลามิได้จำกัดอยู่เพียงการขายยุทโธปกรณ์เท่านั้น การส่ง “ที่ปรึกษาทางทหาร” ซึ่งสหรัฐจับตามาตลอด ว่าเป็นทหารรับจ้างจากกลุ่มวากเนอร์ เกิดขึ้นในช่วงสำคัญของปี 2562 2567 และปลายปี 2568 กองกำลังเหล่านี้ได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยของระบอบการปกครอง การรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ซับซ้อน เช่น ระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ เอส-300
การที่สหรัฐบุกมาจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัส เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา เปิดช่องโหว่ด้านข่าวกรองที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนสำหรับรัสเซีย กองทัพเวเนซุเอลาครอบครองยุทโธปกรณ์เพื่อการส่งออกที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันอาจถูกตรวจสอบหรือยึดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐ
จนถึงตอนนี้ ปฏิกิริยาของทำเนียบเครมลิน ยังคงจำกัดอยู่เพียงแถลงการณ์ ซึ่งประณามการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ อาจเป็นไปได้ว่า ข้อจำกัดเบื้องต้นต่อการดำเนินการของรัสเซียคือสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครน ซึ่งยังคงยืดเยื้อ และมีความเข้มข้นสูง รัสเซียทุ่มเททรัพยากรแทบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องไปกับสมรภูมิแห่งนี้ จึงอาจไม่มีทรัพยากรส่วนเกินที่จำเป็น สำหรับภารกิจทางทหารทแบบฉับพลัน ในพื้นที่ซึ่งห่างคนละซีกโลก และเป็นสมรภูมิที่สหรัฐครองความเหนือกว่า ทั้งทางเรือและทางอากาศ
การที่สหรัฐละเลยกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจนในประเด็นเวเนซุเอลา มอบผลประโยชน์เชิงสัญลักษณ์ให้กับโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย เนื่องจากกลายเป็นการรับรองโมเดล “เขตอิทธิพล” ที่ปูตินสนับสนุนมาตลอด หลายฝ่ายในรัสเซียมองว่า เมื่อรัฐบาลวอชิงตันสามารถ “จัดการ” เวเนซุเอลาได้ รัฐบาลมอสโกก็มีสิทธิทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะทำแบบเดียวกันกับยูเครน
แม้มีเจตจำนงทางการเมือง แต่ความเป็นไปได้ทางเทคนิคของการเข้าแทรกแซงของรัสเซียในเรื่องเวเนซุเอลาถือว่าน้อยมาก ณ ตอนนี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวเนซุเอลา แม้ดูน่าเกรงขามในทางทฤษฎี แต่กลับพบว่าส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้เนื่องจากขาดอะไหล่และการบำรุงรักษาจากรัสเซีย ซึ่งให้ความสำคัญกับสงครามในยูเครนมากกว่า
อย่างไรก็ดี มีทฤษฎีสมคบคิดซึ่งเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นตอนนี้ คือความเป็นไปได้ของ “ข้อตกลงครั้งใหญ่” หรือการ “แลกเปลี่ยน” ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย ว่ารัสเซียอาจตกลงอย่างไม่เป็นทางการให้สหรัฐดำเนินการ “ตามต้องการ” ในเวเนซุเอลา เพื่อแลกกับการที่สหรัฐจะยอมรับหรือยินยอม ต่อข้อตกลงสันติภาพยูเครน ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย
แม้ทำเนียบยืนกรานปฏิเสธเรื่องนี้ แต่จังหวะเวลาของปฏิบัติการในเวเนซุเอลา เกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์พยายามเป็นนายหน้าเจรจาสันติภาพในยุโรป ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับ “ความเข้าใจโดยปริยาย” ระหว่างมหาอำนาจทั้งสองประเทศในการเคารพเขตอิทธิพลหลักของกันและกัน
การล่มสลายของระบอบการปกครองมาดูโรและท่าทีของรัสเซียที่ตามมา อาจสะท้องการหมดความทะเยอทะยานของรัฐบาลมอสโกในลาตินอเมริกา “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” พิสูจน์แล้วว่าเป็นพันธมิตรที่เปราะบาง ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันสองทางจากสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อ และความต้องการฟื้นอิทธิพลของสหรัฐในลาตินอเมริกา.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : AFP



