เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่วัดสุทธาวาส อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พระพรหมวชิราทร เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เจ้าคณะภาค 13 เป็นประธานประชุมเจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด และเลขานุการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 13 (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) มติที่ 143/2546 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อกำหนดแผนพัฒนางานของคณะสงฆ์ภาค 13 ตามหลักพันธกิจ 6 ด้าน คือ ด้านการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห์ และการสาธารณสงเคราะห์ พร้อมทั้งหารือเรื่องการบริหารงานในด้านต่างๆ

โดย พระพรหมวชิราทร ได้แจ้งให้เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด และเลขานุการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 13 น้อมนำพระสังฆราโชบาย 12 ข้อ จากสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา พ.ศ.2569 ไปแจ้งให้พระสังฆาธิการในเขตปกครอง ทราบและปฏิบัติตามพระสังฆราโชบาย ทั้งฝากเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ให้สำรวมและประพฤติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด รักษาจารีตประเพณีอันดีงาม เพื่อความสามัคคีพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะ ในการทำกิจทั้งปวงให้สำเร็จลุล่วงไปได้ตามความปรารถนา และทำความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดแก่หมู่คณะ สมด้วยพระบาลีว่า “สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา แปลความว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ ย่อมยังความเจริญรุ่งเรืองให้สำเร็จได้ ดังนี้”

พระพรหมวชิราทร กล่าวต่อไปว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ เป็นการประพฤติปฏิบัติของหมู่คณะที่มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีความเสื่อม ถ้าหมู่คณะใด ยังมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกันเป็นอันดี ก็หวังได้ว่า หมู่คณะนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าไปได้โดยไม่ต้องสงสัย ถ้าแตกสามัคคีกัน ก็มีแต่จะเสื่อมโทรมลงฝ่ายเดียว เพราะความแตกสามัคคีกันไม่เคยให้คุณความดี มีแต่ให้โทษ เกิดความทุกข์เดือดร้อนนานาประการ ตรงกันข้ามกับความสามัคคี ซึ่งมีแต่ให้คุณความดีแก่หมู่คณะโดยส่วนเดียว