“อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก อาร์ท เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เรื่อง “ไทยในพายุภาษีทรัมป์: ถอดรหัสคำวินิจฉัยศาลสูงสหรัฐฯ กับยุทธศาสตร์การรับมือของไทย” เนื้อหาระบุว่า สวัสดีทุกท่านครับ วันนี้เป็นอีกวันที่ผมมีความสุข เพราะผมได้ลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชนเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา และในฐานะคนทำงานด้านเศรษฐกิจ ผมคิดว่าถ้าไม่หยิบเรื่องนี้มาพูด ก็คงขัดกับตัวตนของผมและพรรคปวงชนไทย ที่อาสาเข้ามาทำภารกิจชาติด้านเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน
ช่วงนี้หลายคนกำลังจับตาว่า ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา จะยกเลิกหรือตีตกภาษีศุลกากรในยุคทรัมป์หรือไม่ แต่ในมุมของผม สิ่งที่อยากชวนทุกคนคิดไปพร้อมกันคือ ต่อให้ภาษีทรัมป์ถูกยกเลิกจริง เกมการค้าโลกอาจยังไม่จบและประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ที่ “หนักกว่าเดิม และคาดเดายากกว่าเดิม” เพราะโดยหลักแล้ว ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามักตัดสินโดยยึดผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐเป็นศูนย์กลาง และเลือก “ทางสายกลาง” มากกว่าผลลัพธ์แบบสุดโต่งอย่างที่หลายคนคาดหวัง
ดังนั้น ประเด็นสำคัญสำหรับผมในวันนี้ ไม่ใช่ว่าใครแพ้หรือชนะคดี แต่คือคำถามว่า คำตัดสินนี้ จะทำให้กติกาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ ชัดเจนขึ้น หรือผันผวนมากขึ้น และนี่คือมุมมองของผมต่อสิ่งที่ ผู้ส่งออก–นำเข้าไทยควรจับตา เมื่อศาลสหรัฐกำลัง “คุมเกม” การค้าโลก แม้ว่าภาษีทรัมป์จะถูกยกเลิก แต่เกมอาจไม่จบ และไทยอาจเจออะไรที่หนักกว่า” ดังนั้น สิ่งที่ผู้ส่งออก–นำเข้าไทยควรจับตา เมื่อศาลสหรัฐกำลัง “คุมเกม” การค้าโลก ก็คือ
สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งใน คู่ค้าหลักของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ชิ้นส่วน อาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้น คดีการใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในยุคของ Donald Trump ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา Supreme Court of the United States …นี่! จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้ประกอบการไทยแม้แต่น้อย
คำถามสำคัญสำหรับธุรกิจไทย ไม่ใช่ว่า “ทรัมป์แพ้หรือชนะคดี” แต่คือ ผลของคำตัดสิน จะทำให้กติกาการค้ากับสหรัฐ ‘ชัดเจนขึ้น’ หรือ ‘ผันผวนมากขึ้นมา นั่นคือ “เกมไม่จบ แค่เปลี่ยนสนาม”
ผลต่อเศรษฐกิจไทยที่จะเกิดเป็นลูกโซ่หลายชั้นทั้งบวกและลบ โดยหัวใจคือ ความไม่แน่นอนของการค้าโลกรวมกับการสลับเกมภาษีของสหรัฐอเมริกา ผมจะสรุปสั้น ๆ ประมาณนี้นะครับ
1) ผลด้านบวกและลบต่อ “การส่งออกไทย” (โอกาส + ความเสี่ยง)
ผลบวก (โอกาส)
• ถ้าภาษีทรัมป์ถูกยกเลิกจริง ต้นทุนการนำเข้าสหรัฐฯ จะลดลง
• สหรัฐฯ อาจนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น (ระยะสั้น) เพราะ “ราคาถูกลง”
• กลุ่มที่ไทยได้ประโยชน์มีหลายตัว เช่น
o ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์/ฮาร์ดดิสก์/ชิ้นส่วนคอม
o ยางพารา-ถุงมือยาง
o อาหารแปรรูป/ทูน่า/ไก่แปรรูป
o เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน
สรุป: ถ้าภาษีทรัมป์หายไป “แรงกดราคาสินค้าลดลง” ไทยมีโอกาสขายได้มากขึ้นในบางกลุ่ม
ผลลบหรือความเสี่ยงต่อไทย
ถ้าศาลสหรัฐอเมริกายกเลิก IEEPA แล้ว “ทรัมป์เปลี่ยนไปใช้กฎหมายอื่น” ตั้งภาษีแบบใหม่ เช่น ภาษีรายสินค้า (มาตรา 232) ที่ศาลสูงสุดสหรัฐมักจะอ้างเสมอคือ ความมั่นคงชาติ / รายประเทศ (มาตรา 301) คือการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม ผลคือจะทำให้ ความเสี่ยงต่อไทยกลับมาแบบเดาไม่ได้ (แต่เปลี่ยนรูปแบบ) นักลงทุน/คู่ค้าจะชะลอออเดอร์ (order) เพราะไม่รู้ว่า “พรุ่งนี้จะโดนอีกไหม”
2) ผลต่อ “เงินทุนไหลเข้า–ค่าเงินบาท” จะเป็นผลสะเทือนแรงที่สุด
กรณีศาลยกเลิกภาษี อาจทำให้ตลาดมองว่า รายได้ภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยได้จะหายไป ขาดดุลสูงขึ้น อาจส่งผลทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ผันผวน และสิ่งที่ไทยจะเจอ คือ
• เงินไหลเข้าทอง/ดอลลาร์ เพื่อหนีความเสี่ยง
• เงินบาทอ่อนค่า/ผันผวนมากขึ้น (อ่อนค่า คือ ส่งออกดี แต่ต้นทุนนำเข้า-หนี้ดอลลาร์แพงขึ้น)
สรุป: ไทยต้องระวัง “ความผันผวนค่าเงิน” มากที่สุดในช่วงข่าวนี้
3) ผลต่อ “การลงทุนต่างชาติ (FDI) และฐานการผลิต” ในไทย
สิ่งที่จะเป็นโอกาส คือ ถ้าภาษีสหรัฐฯ ผ่อนลง อย่างน้อยชั่วคราว บริษัทโลกจะ “หายใจได้” และกลับมาเดินแผนลงทุนไทยอาจได้แรงหนุน ในฐานะฐานการผลิต/ฐานส่งออกไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะฐานผลิตฐานส่งออกหลายรายการ เช่น
o EV supply chain
o อิเล็กทรอนิกส์
o Data center และอุตสาหกรรมสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยง คือ ถ้าทรัมป์ “สวนกลับ” ด้วยมาตรการภาษีชุดใหม่ ความไม่แน่นอนจะสูงกว่าเดิม นักลงทุนอาจลังเลที่จะเลือกไทย หรืออาเซียน เพราะกลัวกฎเปลี่ยนรายวัน
4) ผลต่อ “ท่องเที่ยวไทย” (ทางอ้อม)
ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สะดุดจากความปั่นป่วนด้านงบประมาณ/ตลาดการเงิน
• คนอเมริกันเดินทางต่างประเทศลดลง ก็จะ กระทบท่องเที่ยวทางอ้อม
แต่ผลจริงกับไทย ไม่มากเท่าค่าเงิน (เพราะตลาดหลักไทยยังคือ จีน มาเลย์ อินเดีย รัสเซีย ฯลฯ)
5) ผลต่อ “สินค้าจีนทะลักอาเซียน–ไทย”
ตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่คนมองข้าม ถ้าผู้ประกอบการไทยกระทบจริง ภาษีทรัมป์ต่อจีนและเวียดนามอาจถูกยกเลิกหรือเบาลง
• “แรงกดให้จีนต้องระบายสินค้าไปประเทศอื่น” อาจลดลงบางส่วน ช่วยไทยลดแรงกดดันสินค้าจีนทะลัก
แต่ถ้าสหรัฐฯ ยกเลิกภาษีแล้ว “กลับไปตั้งรูปแบบใหม่ที่เจาะจงกว่าเดิม”
• จีนอาจยิ่งหาทาง “สวมสิทธิ์/ผ่านทางประเทศที่สาม”
• ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่อง Rules of Origin มากขึ้น
สรุปนะครับ ไทยต้องเตรียมรับ “มาตรการตรวจถิ่นกำเนิดสินค้า” เข้มขึ้น
คำถามต่อมาคือ ภาพรวมตลาดหุ้นไทย (SET) จะเป็นอย่างไร?
ในระยะสั้น ผมมองว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนอย่างมาก เพราะนักลงทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน (คำตัดสินศาล + แผนภาษีใหม่) แต่จะมีภาคส่วนที่ได้ประโยชน์และบางส่วนต้องเผชิญกับความเสี่ยง
• ส่วนที่ได้ประโยชน์ คือ ส่งออก อิเล็กฯ อาหาร และ โลจิสติกส์
• ภาคส่วนที่เสี่ยงคือ พลังงานถ้าตลาดโลกชะลอ และ หุ้นที่มีหนี้ดอลลาร์เยอะ
กล่าวโดยสรุปสำหรับไทย
ถ้าศาลสหรัฐอเมริกา ยกเลิกภาษีทรัมป์จริง ไทยจะเจอ 3 ประเด็นหลักที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ ได้แก่
1. ค่าเงินและตลาดการเงินผันผวน (ผลกระทบแรงสุด)
2. ส่งออกไทยบางกลุ่มได้ประโยชน์ แต่เกมภาษีอาจกลับมาในรูปแบบใหม่
3. ต้องระวังการตรวจถิ่นกำเนิดสินค้า/การสวมสิทธิ์ เพราะสหรัฐฯ จะเข้มขึ้น
เพราะศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามักจะตัดสินโดยยึดหลัก ผลประโยชน์ชาติสหรัฐอเมริกา ดังนั้นถ้ามีการยกเลิกภาษีทรัมป์จริง เกมไม่จบ แค่เปลี่ยนสนามรบทางการค้าเท่านั้นและผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องควรเตรียมพร้อมรับมือไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร คนไทยต้องมองทุกอย่างด้วยสติและใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์รู้เท่าทันเกม มากกว่าความสะใจในผลตัดสินว่า ทรัมป์จะแพ้หรือชนะคดี
ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจไทย จึงควรทำต่อไปนี้
1. ทบทวนสัญญาการค้า ตรวจเงื่อนไขภาษีและการเปลี่ยนแปลงกติกา
2. กระจายความเสี่ยงตลาด ไม่พึ่งตลาดเดียว แม้จะเป็นตลาดใหญ่
3. ติดตามนโยบายการค้าสหรัฐเชิงโครงสร้าง เพราะหลังคำตัดสิน สภาคองเกรสมักจะออกกฎหมายใหม่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติสหรัฐฯ เสมอ
ข้อเสนอของผมข้างต้น จึงหมายถึงการที่ไทยจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อปรับตัวเชิงรุก ไม่ใช่การรอผลคดีเพียงอย่างเดียวครับ



