เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่โรงแรมปริ๊นซ์ตัน เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุลอบวางระเบิด และวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า รอบนี้เป็นรอบที่แปลกเพราะว่าโจมตีปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นจุดในสามจังหวัดชายแดน โดยเฉพาะปั๊ม ซึ่งมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์และเป็นบ่อนทำลายเศรษฐกิจ โดยอาจจะมีเรื่องการเมืองเข้ามาโยง แต่เป็นการเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่การเมืองภายในประเทศ 

พล.อ.รังษี กล่าวอีกว่า กรณีความวุ่นวายของเรา มี 3 ภูมิภาค 1.ชายแดนติดกับเมียนมา คือ ว้าแดงรุกล้ำอธิปไตย 2.ชายแดนตะวันออก คือกัมพูชา ซึ่งตอนนี้หยุดยิงแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร 3.สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2547 จากการปล้นปืน โดยเป็นเหตุการณ์ที่ยาวนานมา 21 ปี ถือว่าประเทศไทยตอนนี้มีภัยคุกคามรอบด้าน และยังเผชิญกับปัญหาภัยความมั่นคงจากมหาอำนาจ 2 ขั้ว ที่รอเปิดฉากโจมตีกันอยู่ อาทิ สหรัฐอเมริกากับเวเนซุเอลา ที่ทำสงครามกันอย่างชัดเจน 

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย บอกว่าได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคง ประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการส่งสัญญาณสอดรับกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้มุ่งหวังก่อการร้ายตรงนี้มองอย่างไรบ้าง พล.อ.รังษี กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ในการวางระเบิดและเผาปั๊มน้ำมันเป็นการก่อการร้ายอยู่แล้ว แบบนี้ต้องไปถามนายกฯ ว่าคิดอย่างไร แต่จะด้วยวัตถุประสงค์อะไรนั้น ก็มีหลายเหตุผล 1.อาจจะทำลายเศรษฐกิจ 2.สร้างสถานการณ์เพื่อการต่อรอง เนื่องจากการเจรจาหยุดลงไปเพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ 3.อาจจะมีมือที่สาม เข้ามาดำเนินการทำให้ประเทศไทยเจอศึกสงคราม 3 ด้าน อย่างไรก็ตามจากเหตุผลทั้งหมดทำให้นายกฯ คนที่ 33 ของประเทศไทย เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาของประเทศที่เผชิญอยู่ตอนนี้ ทั้งในเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจ 

พล.อ.รังษี กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจะมีการทำเมกะโปรเจกต์ คือ การเชื่อมต่อการคมนาคม จากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่เมืองหลวงของประเทศไทยคือกรุงเทพฯ เพื่อดึงเงินทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมหภาค จึงทำให้พรรคเศรษฐกิจต้องการเสียงข้างมากแบบแลนด์สไลด์เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ