วันนี้ (13 ม.ค. 69) ราคาทองคำปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรงตั้งแต่เปิดตลาดปรับขึ้นทันที 250 บาท ทุบสถิติสูงสุดครั้งใหม่ จากนั้นระหว่างวันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 17 ครั้ง ไปพร้อมๆ กับการทำสถิติต่อเนื่อง โดยเวลา 15.37 น. ทองคำแท่งขึ้นมาที่ 68,250 บาท และทองรูปพรรณขึ้นมาที่ 69,050 บาท สูงที่สุดครั้งใหม่ในประวัติศาสตร์ จากนั้นปิดตลาดที่ราคาทองคำแท่งรับซื้อ 68,100 บาท ขายออก 68,200 บาท และทองรูปพรรณรับซื้อ 66,734.32 บาท ขายออก 69,000 บาท
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่าปี 2569 เปิดมาเพียงไม่นานทองคำยังคงเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ล่าสุด (วันที่ 13 ม.ค. 2569) ราคาทองคำขึ้นไปทะลุ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งนอกจาก ปัจจัยหลักเดิม แล้วแต่ปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นสำคัญมาจาก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างสหรัฐกับโซนละตินที่ระอุต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี และ การเข้าซื้อของธนาคารกลาง เพื่อความมั่นคงและปูทางสู่ Dedollarization อย่างไรก็ดีนอกจากปัจจัยดังกล่าวยังมี ปัจจัยใหม่สำคัญ ที่สถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. ความเป็นอิสระของเฟดกำลังถูกกัดกร่อน (Erosion of Fed Independence) รายงานเกี่ยวกับการตรวจสอบทางอาญา (criminal probe) ที่เกี่ยวข้องกับนาย Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ในมิติของความผิดเชิงกฎหมายเป็นหลัก หากแต่ในมิติของแรงกดดันทางการเมืองที่กำลังแทรกซึมเข้าสู่สถาบันธนาคารกลาง สะท้อนว่า ความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐ กำลังเผชิญแรงกัดกร่อนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำทั้งในเชิงจิตวิทยาตลาดและเชิงโครงสร้าง
2. สงครามและเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) เหตุการณ์อยู่ในขั้นตึงเครียดหนัก มีการประท้วงใหญ่ในอิหร่านที่ยืดเยื้อมาเข้าสัปดาห์ที่ 3 รวมถึงมีข่าวลือเรื่องการเคลื่อนไหวทางทหารที่ชายแดนอิหร่าน บวกกับท่าทีของสหรัฐต่อเวเนซุเอลาที่รุนแรงขึ้น ทำให้คนกลัวว่าจะเกิดสงครามใหญ่ ทองคำในฐานะ Safe Haven จึงถูกกว้านซื้อมากกว่าปกติ
3. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่น่ากังวลตัวเลขจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) ที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อวันศุกร์ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก (เพิ่มขึ้นเพียง 50,000ตำแหน่ง) ทำให้ตลาดมั่นใจว่าเฟดฯต้อง “ลดดอกเบี้ย” ในปีนี้อย่างแน่นอน
จากเหตุการณ์ทั้งหมดจึงส่งให้ราคาทองคำทะลุ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งถือเป็นแนวต้านสำคัญที่หากผ่านแนวต้านนี้ไปได้ มันเกิดแรงซื้อตาม (Technical Buying) อย่างมหาศาล นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างประเท เช่น JPMorgan และ Goldman Sachs ต่างมองเป้าหมายปีนี้ที่ 5,000, 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ อย่างไรก็ดี วายแอลจียังคงให้เป้าหมายของปี 2569 ไว้ที่ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แม้ว่าทิศทางทางคำปีนี้ยังเป็นขาขึ้น แต่มองว่าจะปรับขึ้นได้ไม่ร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากฐานราคาขึ้นมาอยู่ระดับสูง อย่างไรก็ดีคาดการณ์นี้อยู่บนสมมุติฐานที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่ลุกลามบานปลายจนน่ากังวลไปถึงระดับนานาชาติ ทั้งนี้วายแอลจีให้คำแนะนำนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทองคำในช่วงนี้ว่า ควรลงทุนทองคำในสัดส่วนไม่เกิน 10-15% ของพอร์ตลงทุนรวม เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงในฐานะสิทรัพย์ปลอดภัย และป้องกันความผันผวนของพอร์ต แต่ไม่ควรให้สัดส่วนสูงเกินกว่านี้ ซึ่งสัดส่วนนี้เป็นสัดส่วนที่วายแอลจีย้ำมาตลอด
อย่างไรก็ดีแม้ราคาทองคำจะร้อนแรงมากอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่ยังมีโอกาสให้เข้าลงทุนในลักษณะ Buy the Dips (ซื้อเมื่อย่อตัว) แนะนำว่าถ้ามีการย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับแถว 4,482 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ให้ถือเป็นโอกาสสะสมเพิ่ม เพราะเทรนด์ใหญ่ยังเป็นขาขึ้นชัดเจน แต่หากนักลงทุนที่ต้องการถือยาวอาจจะต้องมีเงินเย็นในระยะ 3 ปี



