สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ว่า การพิจารณาคดีอาญาในข้อหาก่อกบฏ การใช้อำนาจในทางมิชอบ และความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 โดยศาลกรุงโซล สิ้นสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังใช้เวลาไต่สวนนานหลายเดือน ใช้เวลาดำเนินการไกล่เกลี่ยและไต่สวนยาวนานถึง 11 ชั่วโมง ในวันสุดท้ายของการพิจารณาคดี
อัยการจากสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษของเกาหลีใต้ สรุปว่า นายยุน ซอก-ยอล อดีตประธานาธิบดี ถือเป็น “หัวโจก” ของการก่อกบฏในเวลานั้น โดยมีแรงจูงใจมาจาก “ความกระหายในอำนาจ มุ่งหมายสู่การเป็นเผด็จการ และความปรารถนาที่จะครองอำนาจในระยะยาว”
พนักงานสอบสวนมองว่า อดีตผู้นำเกาหลีใต้ “ไม่แสดงความสำนึกผิด” ต่อการกระทำที่คุกคามต่อระเบียบรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยของประเทศ “จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษใดก็ตาม ที่ควรนำมาพิจารณา และต้องลงโทษสถานหนักเท่านั้น” นั่นคือ การประหารชีวิต
South Korean prosecutors demanded death penalty for former President Yoon Suk Yeol over the Dec. 3, 2024 martial law imposition. #southkorea #YoonSukYeol #martiallaw https://t.co/aIoQhFVOHO
— The Korea Herald 코리아헤럴드 (@TheKoreaHerald) January 13, 2026
ขณะที่ยุนให้การแก้ต่างด้วยตัวเอง ยืนยันว่า การประกาศกฎอัยการศึกเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในฐานะประธานาธิบดีเท่านั้น พร้อมทั้งย้ำว่า ไม่ใช่การปราบปรามพลเมือง แต่คือความพยายามที่จะปกป้องเสรีภาพและอธิปไตย รวมถึงการฟื้นฟูระเบียบของรัฐธรรมนูญ
อนึ่ง คดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 8 คน ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มผู้นำในการวางแผนประกาศกฎอัยการศึก อีกคนหนึ่งคือนายคิม ยอง-ฮยอน อดีตรมว.กลาโหม ซึ่งอัยการขอศาลพิจารณาโทษจำคุกตลอดชีวิต
ทั้งนี้ ศาลมีกำหนดประกาศคำพิพากษา ในวันที่ 19 ก.พ. นี้ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ยุนจะเป็นอดีตประธานาธิบดีคนที่ 3 ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีความผิดโทษฐานก่อกบฏ ต่อจากนายชอน ดู-ฮวาน และนายโน แท-อู แต่แม้จะถูกตัดสินประหารชีวิต ในทางปฏิบัติแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการประหารจริง เนื่องจากเกาหลีใต้ได้ระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ปี 2540.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



