เมื่อวันที่ 14 ม.ค. เวลา 07.00 น. ที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่ กทม. นำนายเจษฎา เลิศธนสาร ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 2 (ราชเทวี ปทุมวัน และสาทร) หมายเลข 11 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 1 หมายเลข 9 และนายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 33 (บางพลัด, บางกอกน้อย ยกเว้นแขวงศิริราช) ลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงจากประชาชนที่มาออกกำลังกาย

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น และตลอดการเดินในสวนดังกล่าวมีประชาชนมาออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุต่างมาทักทายขอถ่ายรูปพร้อมบอกว่า เป็นแฟนคลับ ยืนยันเลือกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งบ้านมาตลอด และยินดีที่นายอภิสิทธิ์ กลับมาดึงดูดคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง พร้อมทั้งอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย โดยเรียกนายอภิสิทธิ์ว่า ว่าที่นายกฯ รวมถึงเรียกนางการดีและนายสกลธี เป็นว่าที่รองนายกฯ

ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนกล่าวชมว่า นายอภิสิทธิ์ตัวจริงหล่อกว่าในทีวี และยังดูหนุ่มมาก อีกทั้งยังกล่าวชมผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าผู้สมัครหล่อหน้าตาดี นายอภิสิทธิ์ จึงบอกว่า “ผู้สมัครพรรคนี้หล่อหน้าตาดี เราพยายามคัดคนหน้าตาดีที่รุ่นราวคราวเดียวกัน” ซึ่งผู้สมัครอายุประมาณ 30 ปี แต่นายอภิสิทธิ์ ปีนี้อายุ 61 ปี

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (14 ม.ค.) ค่าฝุ่นในพื้นที่ กทม.มีการแจ้งเตือนเป็นสีแดง 84.6 มคก./ลบ.ม. แต่ยังมีประชาชนมาออกกำลังกายตามปกติ แม้จะไม่เยอะเท่าทุกวัน

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ว่า วันนี้ (14 ม.ค.) ระดับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 พุ่งสูง โดยแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ มี 3 แนวทาง ทั้งการเร่งผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ กฎหมายอากาศสะอาด, กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ, การจำกัดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นจะต้องลดลงโดยมีมาตรการ 2 ด้าน คือ การจูงใจ และมาตรการลงโทษ พร้อมกับสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ ลดค่าขนส่งสาธารณะ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า รถเมล์ เหลือ 5-30 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะ ส่วนการเผาเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานนั้น จะต้องมีมาตรการสนับสนุนไม่ให้เกิดการเผา และช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือก เพื่อไม่ให้ก่อมลพิษ โดยจะต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในวาระที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2570 พรรคประชาธิปัตย์จะนำเสนอเรื่องนี้เป็นวาระต้องร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพราะหลายครั้งฝุ่นที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน และลมพัดเข้ามา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมไว้

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงงานระดมทุนของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า  พรรคประชาธิปัตย์จะจัดงานดังกล่าวในวันที่ 17 ม.ค.นี้ ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน เพื่อพบปะผู้ให้การสนับสนุนพรรคฯ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมทำการเมืองสุจริต และทุนที่เข้ามาทางการเมืองนั้น ต้องการให้เป็นทุนที่มาจากประชาชนและทุนสีขาว และช่วงนี้อยู่ในช่วงการเสียภาษีประจำปี ประชาชนสามารถบริจาคภาษีให้กับพรรคประชาธิปัตย์ได้ โดยจะไม่มีการขายโต๊ะ เนื่องจากอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง จะมีเพียงเป็นการพบปะสมาชิกพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคฯ โดยจะจัดงานที่สยามพิฆเนศสยามสแควร์ แต่ในวันศุกร์ที่ 16 ม.ค.นี้ เราจะแถลงข่าว “ทำอย่างไรไทยหายจน เปิดแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก” เพื่อสื่อสารถึงแผนปฏิบัติการ 90 วัน เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นในแนวทางพรรคประชาธิปัตย์ก่อน

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงนโยบายพรรคประชาธิปัตย์กับคนในภาคใต้ ว่า ราคายางพาราและการประกันรายได้เป็นพื้นฐาน ซึ่งพรรคฯ มียุทธศาสตร์ในการผลักดันให้สูงกว่าค่าประกัน ซึ่งราคาประกันอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 60 บาท และมั่นใจจะสามารถผลักดันให้ถึง 80 บาทได้ในการต่อยอดการแปรรูป ซึ่งในอดีตใช้วิธีการเจรจากับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ และผลักดันให้มีราคาสูงมาแล้ว ขณะที่ราคาปาล์มตามกฎหมาย จะต้องพิจารณาให้ครบทั้งวงจร ให้ความเป็นธรรมต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ นอกจากนี้เรามีนโยบายสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มอเตอร์เวย์ รวมถึงระบบราง ที่จะต้องเชื่อมต่อการเดินทางในพื้นที่ภาคใต้ และการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาท่าเรือ ให้ฝั่งอ่าวไทยเชื่อมโยงกับฝั่งอันดามัน พร้อมระบุว่า จากการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ก่อนหน้านี้นั้น ไม่คุ้มค่ากับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถประหยัดเวลาได้น้อยเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนและคลองไทย ยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคง การขุดคลองจะกลายเป็นการดึงความขัดแย้งเข้ามาสู่ภูมิภาคได้ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้คือการเชื่อมโยงท่าเรือปีนัง ฝั่งอันดามัน โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับปรุงสามารถใช้การได้อย่างมีประโยชน์