เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ว่า ตนอยากเรียกร้องตรงไปยังรัฐบาล ให้เร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤติสารพิษในแม่น้ำ 6 สาย คือ กก โขง สาละวิน กระบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ระนอง โดยขอส่งคำถามตรงไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าตกลงแล้วท่านอยู่ข้างประชาชนคนไทย หรือเลือกอยู่ข้างเดียวกับประเทศของคนที่เป็นเจ้าของเหมือง ที่กำลังก่อมลพิษ สร้างผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมาก

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ตนกล่าวเช่นนี้ เพราะการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจของตัวเอง ในการออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น ยังไม่เห็นรัฐบาลใช้อำนาจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาตนและพรรคประชาชน พยายามผลักดันการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำสายต่างๆ มาถึง 3 รัฐบาล แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

เรามองว่า มาตรการเร่งด่วนที่ควรทำทันที คือ 1. การใช้คน คือส่งตัวแทนไปเจรจาในเวทีพหุภาคีระหว่าง ไทย จีน เมียนมา และลาว โดยจะต้องมีการออกแผนปฏิบัติการในการตรวจคุณภาพดิน ตรวจคุณภาพน้ำ ตรวจคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสุขภาพของประชาชนอย่างสม่ำเสมอและมีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับร่วมกัน ตลอดจนการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เหมือง การขนส่ง การนำเข้าและการส่งออก

2. ใช้กฎ ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.แร่ มาตรา 104 เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนแร่พิษ เช่น การประกาศว่า การนำเข้าแร่ต่างๆ เช่น แร่ rare earths พลวง ดีบุก จะต้องขออนุญาตเพื่อจะได้ตรวจสอบต้นตอมาจากเหมืองที่ไม่ได้มีการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน ว่าแร่ที่กำลังจะนำเข้ามามีการจัดการที่ถูกต้อง ก็ต้องห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด

3. การจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสารพิษตกค้างเป็นเวลานาน ที่เราอยากเห็นคือในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 70 ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่สภาภายในสิ้นเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้า อย่างน้อยควรมีโครงการที่ใช้ในการปรับปรุง ตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงน้ำประปา การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การเพิ่มห้องแล็บตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน และส่วนสุดท้ายคืองบฯ เยียวยาเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษดังกล่าว.