เมื่อวันที่ 14 ม.ค. น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากข้อมูลศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 14 ม.ค.2569 เวลา 07.00 น. พบว่า ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 58.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดย 12 อันดับ ของค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เขตสูงสุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ 1. เขตบางรัก 86.9 มคก./ลบ.ม. 2. เขตปทุมวัน 83.4 มคก./ลบ.ม. 3. เขตสาทร 78.5 มคก./ลบ.ม. 4. เขตจตุจักร 74.1 มคก./ลบ.ม. 5. เขตราชเทวี 64.5 มคก./ลบ.ม. 6. เขตลาดกระบัง 63.9 มคก./ลบ.ม. 7. เขตบางซื่อ 63.8 มคก./ลบ.ม. 8. เขตประเวศ 63.7 มคก./ลบ.ม. 9. เขตหลักสี่ 62.6 มคก./ลบ.ม. 10. เขตหนองแขม 62.4 มคก./ลบ.ม. 11. เขตบางเขน 61.4 มคก./ลบ.ม. และ 12. เขตคลองสามวา 61.2 มคก./ลบ.ม. สำหรับภาพฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
น.ส.อัยรินทร์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลสั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้ความรู้และแนะนำวิธีการป้องกันตนเองจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 แก่ประชาชน รวมถึงดูแลผลกระทบต่อสุขภาพและดำเนินมาตรการที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแนะนำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด และภูมิแพ้ หากได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกาย อาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงกว่าประชาชนทั่วไป ควรเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติใน 4 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ 1. กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว 2. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล แสบจมูกและลำคอ 3. กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ เช่น อาการคันหรือมีผื่นแดงตามร่างกาย 4. กลุ่มโรคตาอักเสบ เช่น แสบตา คันตา น้ำตาไหล และตาแดง หากมีอาการผิดปกติ หรือสงสัยว่ามีผลกระทบจากฝุ่น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า ประชาชนสามารถใช้ Line OA ของกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการแจ้งว่าสงสัยป่วยจากฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ด้วย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422



