หนึ่งในนั้น คือ “พรรคไทยก้าวใหม่” ที่นำโดย “ดร.เอ้ – สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” หัวหน้าพรรคฯ และ “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” ประธานที่ปรึกษาพรรค ลงสู้ศึกเลือกครั้งนี้ด้วย ซึ่งไม่ได้มาเล่นๆ หรือทำเงียบเชียบ แต่เลือกเปิดเกมท้าชนพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยทีมบริหารพรรคฯ ที่ประกอบด้วยคนหน้าใหม่จำนวนมาก จากภาคเอกชนและหลายวงการมาร่วม แถมยังได้ “จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร” อดีตสส. และอดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มาเสริมทัพ โดยได้รับตำแน่งหัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ และเป็นผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อของพรรคไทยก้าวใหม่ด้วย

ที่สำคัญ จุดขายของพรรคฯ มีความแตกต่างจากคู่แข่ง  คือการชูธงหลักเรื่อง “การปฏิรูปศึกษาพาคนไทยพ้นความยากจน พร้อมทั้งพัฒนาประเทศไทยให้พ้นจากหลุมดำ ซึ่งสวนกระแสการเมืองแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและฐานเสียง

“ดร.เอ้” ประกาศชุดนโยบาย “ธนู 4 ดอก” โดยดอกแรก คือ การสร้างคนใหม่ผ่านการปฏิรูปการศึกษา ดอกที่ 2 คือการสร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์หลัก ดอกที่ 3 คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และดอกที่ 4 คือ การสร้างค่านิยมใหม่และความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาช่วยปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากนี้ยังนำความรู้ด้านวิศวกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาซ้ำซากของประเทศ ด้วยการจัดทำนโยบายแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือจังหวัดสำคัญๆในลุ่มน้ำหลัก

แม้ “ไทยก้าวใหม่” พยายามสร้างทางเลือกที่แตกต่าง ผ่านแนวคิด วิธีการทำงานทางนโยบาย และตัวบุคคลที่มีความเป็นมืออาชีพ และผู้มากประสบการณ์จากด้านต่างๆ มาเป็นแกนนำพรรคฯ สะท้อนยุทธศาสตร์ชัดเจน แต่พรรคฯ ยังต้องการยกระดับตัวเองให้เป็นพรรคเชิงความคิดและความเชี่ยวชาญ หวังเจาะฐานเสียงในหมู่ชนชั้นกลางเมือง ครู ผู้ปกครอง และคนรุ่นใหม่ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่บรรดาพรรคใหญ่ๆ หมายตาอยู่แล้ว

ดังนั้น การเดินเกมสู้ศึกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการชูธงเรื่องการศึกษาและการแก้ปัญหาภัยพิบัติ แม้จะได้รับการยอมรับในเชิงคุณภาพ แต่กลับเป็นประเด็นที่ “ขายยาก” ในสนามเลือกตั้งที่อารมณ์ของประชาชนถูกขับเคลื่อนด้วยปากท้อง และขั้วอำนาจ คำถามสำคัญคือใครที่สามารถครองกระแสที่โดนใจพี่น้องชาวไทยได้มากกว่า

ขณะเดียวกัน “ไทยก้าวใหม่” ต้องแย่งฐานเสียงกลุ่มเดียวกันกับบรรดาพรรคเจ้าดัง จึงต้องทำงานหนักอีกมากในการเพิ่มความโดดเด่นมาสู้กับกระแสอื่นๆ ทางการเมือง และการถูกเปรียบเทียบ เพื่อให้ตัวเองสามารถยืนระยะได้ในทางการเมือง

ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการลุ้นจำนวนที่นั่ง แต่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะสามารถแปร “นโยบาย” ให้เป็น “อำนาจต่อรอง” ในสภาได้หรือไม่ หรือสุดท้าย ธงปฏิรูปการศึกษาจะถูกกลบรัศมีพรรคใหญ่ที่ยังคุมเกมการเมืองไทย.