เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน  วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “มหาอุทกภัยหาดใหญ่ : จากวิกฤติซ้ำซากสู่เมืองปลอดภัย” เพื่อแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทุกมิติ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน รวมทั้งการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความสมดุลของน้ำในระยะยาว

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่ประเด็นน้ำท่วมหาดใหญ่ขอย้อนกลับไปในเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่ผ่านมา 14 ปีแล้ว แต่เราก็ยังคิดแผนงานและสิ่งต่างๆ มากมายแต่ยังทำไม่สำเร็จสักที ครั้งนี้ไม่แน่ใจว่ากรณีหาดใหญ่ผลกระทบจะรุนแรงมากขนาดไหน ซึ่งเกิดจากปัญหาโลกรวนสุดขั้ว ปีที่ผ่านมามีพายุตั้งแต่ต้นฤดูฝนในเดือน พ.ค. ไม่มีใครคาดคิดว่าพายุจะโจมตีเราถึงเดือน พ.ย. หาดใหญ่จมและดังขึ้นมา เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ มีคนเสียชีวิตเยอะพอสมควร เป็นที่มาว่า กมธ.จึงหยิบยกประเด็นขึ้นมา คำถามที่ออกมาหลายๆ ครั้ง น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ใครปล่อยให้จม รับรู้ข่าวสารมากน้อยขนาดไหน องคาพยพเราในการบริหารจัดการภาครัฐ มันช่วงระหว่างสุญญากาศพอดี

นายสมเกียรติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามน้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก  ตั้งแต่หลายท่านยังไม่เกิดคือปี 2509 2510 2516 2531 จนมาถึงปี 2543 กรมชลประทานเริ่มตื่นตัวก่อสร้างคลอง ร.1 ขึ้นมา ความจุกว่า 500 ลบ.ม./วินาที เพื่อระบายน้ำออกไป และปี 2553 ได้มีพัฒนาโครงการระบายน้ำเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อถึงปี 2568 ปริมาณน้ำฝนทั่วบริเวณรอบๆ หาดใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ 270-350 มม. ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่าถ้ามากกว่า 90 ก็แย่แล้ว แต่ฝนที่นี่ตกต่อเนื่อง 3 วัน 600-800 มม. เมื่อ 7 วัน ก็เป็น 900-1,400 มม. ถ้าคิดเป็นรอบปีของการเกิดตนคิดว่าเป็นหมื่นๆ ปีด้วยซ้ำไป การตกแช่แบบนี้มันไม่เคยเกิดมาก่อนในทางภาคใต้ เป็นเหตุการณ์ที่ต้องสร้างการรับรู้เหตุการณ์ที่เราไม่เคยคิดมันเกิดขึ้นแล้ว จะป้องกันอย่างไร

นายสมเกียรติ  กล่าวต่อว่า เรามีพื้นที่ติดชายทะเลกว่า 3,000 กม. ในพื้นที่ 23 จังหวัด 17 จังหวัดอยู่ฝั่งอ่าวไทย อีก 6 จังหวัดอยู่ฝั่งอันดามัน ต้องเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ หรือบางครั้งต้องเผชิญสึนามิอีก  ข้อมูลของกรมชลประทานระบุว่าเมื่อน้ำผ่านไปสูงกว่าขีดความสามารถของคลองอู่ตะเภา ซึ่งมากกว่า 2,600 ลบ.ม./วินาที  ใกล้เคียงกับน้ำที่ผ่านจากเขื่อนเจ้าพระยา อันนี้คือโจทย์ในการรับมือว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่าน้ำท่วมครั้งนี้เป็นน้ำท่วมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ หรือเป็นเหตุการณ์บังเอิญ สุดวิสัย เกินขีดความสามารถของนักวิชาการจะรับมือได้ การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศแม่นยำหรือไม่ และการมีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติ จะเห็นว่า ปภ. เคยทำมาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็เอาไม่อยู่ จึงอยากถามว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ยกร่างแผนปฏิบัติการรับมือภัยพิบัติที่ผ่านมา ดำเนินการตามแผนหรือไม่ ตรงไหนเป็นจุดอ่อนและจะมีการปรับปรุงอย่างไร

นายเสรี ศุภราทิตย์  ผู้เชี่ยวชาญมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ตนมีเวลา 2 เดือนที่ต้องรายงานต่อนายกรัฐมนตรี และ ครม. เราได้ลงพื้นที่หลายครั้งเพื่อพบปะกับประชาชนและภาคประชาสังคมต่างๆ คิดว่าการถอดบทเรียนมันไม่ใช่การถอดบทเรียนเพื่อฟื้นฟูอะไรเลย แต่มันเป็นการถอดบทเรียนอนาคตหาดใหญ่จะเอาอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ โดยเราจะเสนอพิมพ์เขียวในเรื่องการฟื้นฟูต่อไป  ซึ่งจากการหาข้อมูลมาเราพบ 4 ยุคของวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ ยุคแรกคือปี 2531 ชาวหาดใหญ่เริ่มตระหนักว่ามันมีภัยคุกคามนี้เกิดขึ้น ยุคที่สอง 2543 คือยุคน้ำท่วมครั้งใหญ่ ยุคที่สาม 10 ปีถัดมา 2553 เป็นเรื่องของเอาไม่อยู่ และมีการสร้างคลอง ร.1 และยุคที่สี่ เมื่อปลายปีที่แล้วคือล้มเหลวทั้งระบบ ถามว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคอะไร ซึ่งแต่ละยุคมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหมด คำตอบคือยุคที่ห้าจะเป็นยุควิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ที่เราเรียกว่า climate reality ความหมายคือเป็นยุคที่เราจำนนกับสภาพอากาศสุดขั้ว และจำเป็นต้องจัดระบบใหม่  เราจะอยู่หาดใหญ่อย่างนี้ต่อไปด้วยเงินลงทุนมหาศาล 1 แสนล้าน แต่จะรับประกันได้หรือไม่ว่าคนหาดใหญ่จะไม่เจอน้ำท่วมอีก ก็ไม่มีทาง ตอนนี้แค่ฝนตกก็ผวาและตื่นกลัวหมด เราจะปล่อยให้เขาตื่นตระหนกไปตลอดไปหรือ ตรงนี้เราจะต้องกลับมาดูว่าเราจะทำอย่างไร

นายเสรี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนจะเสนอพิมพ์เขียวต่อรัฐบาล มีจำนวน 10 พิมพ์เขียว  อาทิ ในด้านภัยคุกคาม ความล่อแหลมของเมืองหาดใหญ่ กฎระเบียบการจัดการต่างๆ  และธรรมาภิบาล  นายกรัฐมนตรีสั่งการมาว่าต้องทำประชาคม การคิดจากบนลงล่างให้ประชาชนเป็นสิ่งล้าสมัย ซึ่งในพื้นที่มีความเข้มแข็งมาก แต่ยังขาดหน่วยงานที่จะบูรณาการการทำงานทั้งหมด  หาดใหญ่ในอนาคตไม่เจอฝนลด แต่จะเจอฝนเพิ่มอย่างเดียว ทั้งนี้องคาพยพต่างๆ ในการดำเนินการขาดศูนย์บัญชาการแบบซิงเกิลคอมมานด์ แม้ตอนนี้ก็ยังขาด ไม่มีซิงเกิลคอมมานด์ที่จะรวมสิ่งต่างๆ เข้ามา  ทั้งนี้ต้องคิดว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอย่างไร ในช่วง 0-6 เดือน ระบบเตือนภัยต่างๆ ต้องเกิด  จากนั้นเสริมสร้างระบบให้เข้มแข็งในช่วง 1-3 ปี และ 3-10 ปี เป็นการช่วงการออกแบบใหม่เพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว  

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ในภารกิจงานผังเมือง เวลาเกิดภัยพิบัติในหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำท่วม เพลิงไหม้ ดินถล่ม หลายท่านก็จะพูดถึงงานผังเมือง ว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เรามีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่ต้องแก้ไขเรื่องนี้ ปัจจุบันเราใช้ผังเมืองตาม พ.ร.บ.ผังเมืองปี 62 ซึ่งมีในเรื่องนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ ซึ่งแบ่งเป็นผังเมืองระดับประเทศ ภาค และจังหวัด ในกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ทั้งผังนโยบายและผังการใช้ประโยชน์ที่ดินจะต้องทำเรื่องของผังน้ำ ซึ่งต้องนำผังน้ำจาก สทนช.ที่ทำไว้ 22 ผัง มาประกอบการทำผังนโยบายและผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ ที่ผ่านมาผังหาดใหญ่เคยมีการบังคับใช้และปรับปรุงมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันผังครบอายุ และอยู่ระหว่างการถ่ายโอนขณะนี้ผู้ที่ดำเนินการวางผังคือ อบจ.สงขลา เป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนตัวแทนเทศบาลนครหาดใหญ่ กล่าวว่า คนหาดใหญ่ชินกับทิศทางน้ำ ตอนปี 67 น้ำยังเหลือขอบคลอง 1 ม.ทุกคนเริ่มเคลื่อนรถ เราได้งบประมาณเมื่อปี 66 มีเครื่องดันน้ำ เครื่องสูบน้ำ 800 กว่าล้านบาท ก็บริหารจัดการน้ำดันออกรอบนอกได้ ปี 67 น้ำจึงไม่ท่วม พอระดับน้ำคลองอู่ตะเภาสูงขึ้นก็ประกาศยกธงแดง มีน้ำท่วม 1 ใน 3 ของเมือง ระดับน้ำประมาณ 1.20 ม. พอปี 68 วันที่น้ำขึ้นครั้งแรก 21 พ.ย. เราเชื่อกันว่าถ้าฝนตกในตัวหาดใหญ่เราสามารถบายพาสน้ำออกทะเลได้ในระยะ 12 กม. พอน้ำเข้าคืนแรกน้ำสูง 1 เมตร เราคิดว่าเอาอยู่ แต่ปรากฏว่าน้ำทะลักจากสะเดาและนาทวีเข้ามาอย่างมหาศาล บนที่เนินน้ำจมหลังคารถยนต์ 12 ชม.ต่อมาน้ำชุดนั้นเข้าหาดใหญ่ สมทบกับน้ำที่อยู่เดิม ทั้งนี้ได้รับแจ้งเตือนผ่านเซลล์บรอดแคสต์ตลอด เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 140 ศพ  ในเรื่องของการพยากรณ์และการแจ้งเตือนคิดว่าต้องมีการปรับปรุงทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ การเตือนภัยที่ใช้ระบบธงเขียว ธงแดง ตนอยากถามว่าใครคิด เพราะในวันฝนตกจริงๆ ตนอยากให้ กมธ.ไปเห็นว่าธงที่ขึ้นไว้ตามจุดต่างๆ นั้น ไปเดินดูใกล้ๆ ยังมองไม่เห็นเลยว่าธงไหนชักอยู่ ไม่มีธงไหนโบกสะบัดเวลาที่ฝนตกเลย  จึงน่าจะคิดใหม่ทำใหม่ได้แล้ว

นายธเนศร์ สมบูรณ์  ผอ.สำนักจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า ปี 68 ที่ผ่านมา สถานการณ์ฝนมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาเอง หรือ จ.น่าน ก็ทำลายสถิติมาที่สุโขทัยก็ท่วม 2-3 ครั้ง ต้นเดือน พ.ย. ฝนก็มาอีกเหมือนเจ้าพระยาท่วม 2 รอบ  คนก็ว่ากรมชลประทานทำไมทำท่วม 2 รอบ เพราะรอบแรกล้างบ้านแล้ว จ.พระนครศรีอยุธยา ท่วมยาวนานที่สุด 3-4 เดือนขึ้นไป ในรอบหลายปี  ส่วนภาคเหนือเขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ ฝนภาคเหนือสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 2 เขื่อนไม่เคยเต็มมาเลยตั้งแต่ปี 54 เพิ่งเต็มเมื่อปีที่แล้ว เรากำลังชุลมุนว่าภาคกลางจะลดระดับน้ำอย่างไร ก็ไปสู่ภาคใต้โดยส่วนกลาง กรมชลประทานเองก็เข้าไปอยู่ในคณะทำงานของเซลล์บรอรดแคสต์ ปภ. มีการตั้งวอร์รูมขึ้นมา

นายธเนศร์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีธงเขียว ธงแดง ตนได้ข้อมูลจากทางพื้นที่ว่าการประกาศธงเหลือง ธงแดง มีตัวชี้วัดที่คลองหอยโข่ง ตนคิดว่าการตั้งจุดเฝ้าระวังจุดแรกที่คลองหอยโข่งที่เดียวมันไม่เพียงพอ เพราะน้ำมาทุกทิศทุกทาง ทำให้ท่วมรอบแรก พอรอบ 2 น้ำจากสะเดามาไม่ถึง 10 ชม.ถึง ก็มีการท่วมรอบ 2 ท่วมรอบแรกน้ำเริ่มลด ทุกคนก็ล้างบ้านเหมือนเจ้าพระยา แต่อันนี้เกิดสั้นกว่า เท่าที่ทราบการเกิดรอบแรกมีการยกธงแดงแล้ว แต่ตอนนั้นเป็นการยกค้างไว้เพราะมาเรื่อยๆ เลย ซึ่งตรงนี้เป็นช่องว่างของการแจ้งเตือนประชาชน

นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ. สำหรับเรื่องการแจ้งเตือน เมื่อเราได้รับรายงานจากกรมอุตุฯ เราก็ได้เฝ้าติดตามมาโดยตลอด สำหรับการแจ้งเตือนโดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ เรามีการแจ้งเตือนโดยใช้เซลล์บรอดแคสต์ทั้งหมดประมาณ 15 ครั้ง ตั้งแต่ฝนตกรอบแรก เราแจ้งเป็นระบบเอ็กซ์ตรีมอะเลิร์ตคือการแจ้งเตือนภัยสูงสุด 8 ครั้ง อีก 7 ครั้งเราแจ้งเป็นอินฟอร์เมชั่นอะเลิร์ต ซึ่งเป็นการแนะนำการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงทั่วไป ก่อนมีการแจ้งเตือนเราได้มีระบบในการรับข้อมูลโดยอธิบดี ปภ.ในขณะนั้น ได้มีการกำหนดให้เราลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องภัยพิบัติต่างๆ ทั้งนี้ก่อนการแจ้งเตือนเซลล์บรอดแคสต์เราได้มีการแจ้งเป็นหนังสือและวิทยุไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เรามีการแจ้งเอสเอ็มเอสไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้ว่าฯ นายอำเภอ หัวหน้าสำนักงาน ปภ. จังหวัด นอกจากนี้เรามีการแจ้งเตือนผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ด้วย  

ด้านนายเป็นหนึ่ง วานิชชัย ผอ.ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ  กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่มีปัญหาสลับซับซ้อน ตนขอชี้จุดไฮไลต์ใน 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรกคือเรื่องการเตือนภัย ที่รู้สึกว่ามีปัญหาจริงๆ ในเหตุการณ์นี้เราเห็นได้ว่าเริ่มมีการใช้เซลล์บรอดแคสต์จริงจังเป็นครั้งแรก เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่ใช้แล้วปัญหาจบมีปัญหาเยอะแยะตามหลังมา คือเซลล์บรอดแคสต์หลายคนบ่นว่าภาษาที่ใช้ทางการเกินไป มันดูไม่น่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ บางทีเตือนกระชั้นชิดไป แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของการเตือนภัยน่าจะเป็นปัญหาที่ส่วนกลางเตือนแต่ฝ่ายท้องถิ่นประเมินไปคนละทาง ซึ่งท้องถิ่นก็มีประสบการณ์ของตัวเอง จะบอกให้เชื่อส่วนกลางทั้งหมดก็เป็นไปไม่ได้ ตนคิดว่าการแก้ปัญหานี้ต้องมีแบบจำลองภัยพิบัติน้ำท่วมรุ่นใหม่ ที่เอาข้อมูลวิทยาศาสตร์ ข้อมูลความสูงต่ำของภูมิประเทศ มีแบบจำลองที่เชื่อมโยงกับข้อมูลโทรมาตรป้อนเข้าสู่แบบจำลองให้สามารถพยากรณ์ได้ในลักษณะที่คนทั่วๆ ไป สามารถเห็นและเข้าใจได้ง่ายๆ โดยแบบจำลองต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่คนใช้ต้องเป็นคนธรรมดา ทำให้คนธรรมดาเห็นภาพภัยพิบัติก่อนที่จะเกิดให้ได้ ถ้าเรามีแบบจำลองนี้เราจะเอาไปให้ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น คิดว่าเราต้องลงทุนตรงนี้ใส่เงินเข้าไป ระดมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยออกแบบ

นายเป็นหนึ่ง กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สองเราเห็นการบริหารงานในพื้นที่หลังจากเกิดน้ำท่วมหรือระหว่างเกิดน้ำท่วมที่สับสนอลหม่านวุ่นวาย หลังเกิดน้ำท่วมทุกคนก็คิดว่าจะต้องทำอย่างไร ดูเหมือนจะไม่มีแผน แต่ตนคิดว่าเรามีแผนอยู่ เรามีแผนรับมือภัยพิบัติ แต่แผนรับมือภัยพิบัติเราไม่ได้คิดดีพอหรือไม่ได้ปรับให้เข้ากับพื้นที่หาดใหญ่ แผนที่เราอยากได้คือคนเขียนแผนประเมินสถานการณ์ ทั้งสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังไม่เคยเกิดแต่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องใช้แบบจำลองและคนที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วย เมื่อเรามีแผนรับมือตรงนี้ ไม่ว่าผู้ว่าฯ หรือผู้รับผิดชอบเปลี่ยนอย่างไรเราก็จะสามารถรับมือสถานการณ์ได้  ส่วนประเด็นที่สาม การจัดการในระยะยาว ต้องหาวิธีจัดการให้น้ำไม่ท่วม ซึ่งแต่ละวิธีแพงทั้งนั้น ไม่ว่าจะขุดคลอง ตัดถนน เจาะถนน วางท่อหรือสร้างพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติม  และเกี่ยวข้องกับคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องดูว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์และคุ้มค่ากับการลงทุนจริงหรือไม่ ต้องกลับมาที่แบบจำลองเหมือนเดิม ว่าการตัดถนนหรือขุดคลองมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นภาพเดียวกันในการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกันได้ ดังนั้นการจัดการระยะยาวเราต้องมีข้อมูลมีความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่มากกว่านี้ เพื่อให้การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ