นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลดำเนินงานกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่งว่า ในช่วง 1 ปี 3 เดือน นับจากปลายปี 67 ถึง 68 สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แม้สภาวะตลาดโดยรวมจะไม่เอื้ออำนวย โดยในปี 68 กองทุนฯ มีผลตอบแทนรวมประมาณ 6% กว่า สูงกว่าดัชนีรวมตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ติดลบถึง 10%
“หากพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ภายใต้โครงการ ซึ่งเป็นการผสมระหว่างดัชนีเซ็ท 50% และตราสารหนี้ 50% กองทุนยังสามารถทำผลงานชนะเกณฑ์ดังกล่าวเช่นกัน ผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมนี้ส่งผลให้กองทุนสามารถประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 68 รวมทั้งสิ้น 6.09% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่เคยตั้งไว้ที่ 3% ต่อปี ถึงเท่าตัว สะท้อนการบริหารจัดการระดับมืออาชีพและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล”
ด้านนางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย กล่าวว่า การจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ของกองทุน โดยอัตราเงินปันผล ปี 68 ได้จ่ายครึ่งปีแรกไปแล้ว 1.48% และครึ่งปีหลังจ่ายอีก 4.6% มีกำหนดจ่ายเงินจริงในวันที่ 22 ม.ค.นี้ คิดเป็นเม็ดเงินรวม 9,000ล้านบาท ส่วนมูลค่าหน่วยลงทุน จากราคาเสนอขายเริ่มต้น 10 บาท ปัจจุบันราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.70 บาท ทำให้นักลงทุนได้รับทั้งเงินปันผลและกำไรจากส่วนต่างราคา ที่เพิ่มขึ้นด้วย
“กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ผลงานโดดเด่น คือ การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนน้อยกว่าดัชนีหุ้นโดยรวม โดยปัจจุบันกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทย 90% กว่า และอีกส่วนหนึ่งลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง ซึ่งกองทุนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับปัจจัยด้านอีเอสจี โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งจะมีการกลั่นกรองหุ้นอย่างเข้มข้น หากบริษัทใดมีปัญหาด้านธรรมาภิบาล กองทุนจะใช้มาตรการเชิงรุก เช่น การหยุดลงทุนเพิ่ม หรือลดสัดส่วนการลงทุนทันที,
ปัจจุบันกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีขนาดทรัพย์สินรวมเกือบ 500,000 ล้านบาท แบ่งเป็น กองทุนฯประเภท ก จำนวน 1.5 แสนล้านบาท และ กองทุนประเภท ข จำนวน 3.3 แสนล้านบาท โดยมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายเงินปันผลโดยไม่ต้องกระทบต่อการถือครองหุ้นหลัก
สำหรับมุมมองเศรษฐกิจปี 69 ปัจจัยลบน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะยังมีปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยทั้งในและต่างประเทศ มีน้ำหนักเบาลง นอกจากนี้ยังมีความชัดเจนในเรื่องของรัฐบาลและการดำเนินกิจกรรมภายในประเทศที่เป็นปกติมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ดังนั้น ก็หวังว่าผลตอบแทนในปีนี้จะสูงเช่นกัน ส่วนปัจจัยภายนอก เช่น ภาษีทรัมป์ เชื่อว่าตลาดและบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว และไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงจนเกิดวิกฤต โดยกองทุนฯมีกลไกการบริหารความเสี่ยง หากเกิดวิกฤตรุนแรงจนดัชนีหุ้นลงไปแตะระดับ 800 จุด จึงจะเป็นระดับที่เข้าเงื่อนไขกลไกการคุ้มครองตามที่เคยออกแบบไว้



