สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ว่า ข้อมูลจาก National Student Clearinghouse หรือ เอ็นเอสซี ของสหรัฐ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางฐานข้อมูลทางการศึกษา” ขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ เผยแพร่รายงานว่า จำนวนนักศึกษาต่างชาติทั่วสหรัฐลดลงเกือบ 5,000 คน เมื่อปีที่แล้ว สวนทางกับจำนวนนักศึกษาในภาพรวมของประเทศที่เติบโตขึ้น 1%


เมื่อแยกตามระดับการศึกษาพบว่า นักศึกษาตามชาติที่ศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา คือปริญญาโทจนถึงปริญญาเอก มียอดลงทะเบียนร่วงลงถึง 6% หรือคิดเป็นเกือบ 10,000 คน ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงอย่างรุนแรงหลังเคยเติบโตพุ่งสูงกว่า 50% ระหว่างปี 2563-2567


ขณะที่เมื่อจำแนกตามสาขาวิชาที่เรียน พบว่าสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ซึ่งเป็นสาขายอดนิยมของนักศึกษาต่างชาติ ในการศึกษาต่อที่สหรัฐ มียอดผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษาลดลงมากถึง 14%


ทั้งนี้ เอ็นเอสซีวิเคราะห์ว่า มาตรการกดดันจากรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือปัจจัยสำคัญ เนื่องจากมีการออกคำสั่งทั้งมาตรการห้ามเดินทาง และการเพิ่มกระบวนการขอวีซ่าซับซ้อนขึ้น ทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงการขู่เนรเทศนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรมในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงต่อต้านอิสราเอล


ขณะที่มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่หลายแห่งทั้งของรัฐและเอกชน กำลังเผชิญกับภาษีเงินสะสมที่สูงขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการระงับงบประมาณสนับสนุนจากส่วนกลาง


ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเพิ่งประกาศเมื่อไม่นานมานี้ ว่าเพิกถอนวีซ่านักศึกษาไปแล้วมากกว่า 8,000 รายการ ภายใต้ภารกิจ “รักษาความปลอดภัยของอเมริกา” นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมารับตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง เมื่อเดือน ม.ค. 2568


อนึ่ง การลดลงของนักศึกษาต่างชาติส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของมหาวิทยาลัย เนื่องจากนักศึกษากลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่จ่ายค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน โดยข้อมูลระบุว่ากว่า 51% ของนักศึกษาต่างชาติ ใช้เงินทุนส่วนตัวและครอบครัวในการเรียน ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักของสถาบันการศึกษาในสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกลับรายงานยอดนักศึกษาต่างชาติพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยในฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 มีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 28% หรือ 6,749 คน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2545 เป็นอย่างน้อย.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES