เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ ห้องประชุมอาคารศรีเกียรติพัฒน์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา จัดให้มีการแถลงข่าว “แนวทางการขับเคลื่อนโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา” โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ ดร.นครินทร์ สัทธรรมนุวงศ์ อาจารย์สังกัดศูนย์วิจัยและพัฒนาการจราจร สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

​นายนิพนธ์ กล่าวว่า เมืองหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว แต่ประสบปัญหาการจราจรติดขัดจากการขยายตัวของประชากร และยังเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 สมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง นายก อบจ.สงขลา จึงได้ริเริ่มโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางมาตั้งแต่ปี 2557 ผ่านแนวคิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการ “ขนรถ” เป็นการ “ขนคน” เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดระหว่างสงขลา-หาดใหญ่ รองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย และส่งเสริมให้เศรษฐกิจเมืองหาดใหญ่เติบโต โดยโครงการนี้จะร้อยเรียงเข้ากับโครงการรถไฟทางคู่ (ชุมพร-สุราษฎร์-หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์) ซึ่งจะทำให้ระบบขนส่งของสงขลาสมบูรณ์และเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองหลักของประเทศต่อไป ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้วตั้งแต่ปี 2564 ปัจจุบันถ่ายโอนสู่ รฟม. ปลดล็อกข้อจำกัดงบประมาณ เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้เร็วที่สุด ตามคำแนะนำของสำนักงบประมาณ ซึ่ง อบจ.สงขลา ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางราง เพื่อถ่ายโอนโครงการให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เนื่องจาก รฟม. มีศักยภาพและความพร้อมด้านงบประมาณมากกว่าท้องถิ่นภายใต้ข้อจำกัดในปัจจุบัน ซึ่งการส่งมอบโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว จาก อบจ. สงขลา ให้ รฟม. รับไปดำเนินการต่ออย่างมืออาชีพ เพื่อยกระดับการเดินทาง พัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือระหว่างส่วนท้องถิ่นและส่วนกลาง

​ด้าน นายฉัตรเพชร กล่าวว่า โครงการนี้ อบจ.สงขลา เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและมลพิษให้กับเมืองหาดใหญ่ และเป็นการส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีโครงการ โดยเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกได้มอบหมายให้ รฟม. เป็นผู้ดำเนินโครงการ และบอร์ด รฟม. ได้มีมติรับมอบโครงการอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้ รฟม. จะเป็นหน่วยงานหลักในการเร่งรัดโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางให้กับชาวสงขลาและนักท่องเที่ยวต่อไป

​ขณะที่ นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ภารกิจ รฟม. ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ตามกฎหมายสามารถดำเนินการในจังหวัดอื่นทั่วประเทศได้ ซึ่งการรับไม้ต่อจาก อบจ. สงขลา เราไม่ต้องเริ่มใหม่ สามารถนำเอกสารที่ อบจ.สงขลา มาทบทวนเล็กน้อย และสามารถต่อยอดได้เลย ข้อดีก็คือ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ในส่วนกลาง ดังนั้น ในเรื่องเครื่องมือ เรื่องงบประมาณ เราไม่ได้มีข้อจำกัดเหมือนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมง่ายขึ้น โดยพยายามจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ตามความตั้งใจและความต้องการของทางพื้นที่ ภายในปีนี้จะเริ่มในเรื่องของการเตรียมความพร้อม หากมีอะไรต้องปรับปรุงเพิ่ม ก็อาจจะขยับไปปี 70 คิดว่าจะพร้อมนำเสนอขอความเห็นชอบในรูปแบบที่จะเดินต่อ ซึ่งโดยปกติโครงการใหญ่แบบนี้การก่อสร้างอยู่ประมาณ 3-4 ปี ก็พร้อมที่จะเปิดให้บริการได้

​นอกจากนี้ดร.นครินทร์ กล่าวว่า มั่นใจว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมทั้งการสร้างมูลค่าการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เพราะเมืองหาดใหญ่เป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงมาก มั่นใจว่าหากรัฐบาลมองถึงการลงทุน เชื่อว่าจะได้การลงทุนที่คุ้มค่า และจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนพี่น้องจังหวัดสงขลาได้เป็นอย่างดี

​สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนทางราง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางในพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) เส้นทาง : สถานีรถตู้-แยกคลองหวะ ระยะทาง 12.5 กิโลเมตร งบประมาณ 17,586 ล้านบาท ล่าสุดได้ถ่ายโอนจาก อบจ.สงขลา สู่ รฟม. เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ รฟม. สามารถนำผลการศึกษา งานออกแบบ และรายละเอียดที่ อบจ.สงขลา ดำเนินการไว้เดิมไปใช้ต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณภาครัฐ